รายงาน Deloitte Global 2025 Gen Z และ Millennial Survey นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับทัศนคติ ความกังวล และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย พบว่า 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อHappiness ของคนรุ่นใหม่คือ เงิน (Money), ความหมายในการทำงาน (Purpose) และความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)
สิ่งที่ Deloitte เรียกว่า Trifacta ทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นองค์รวมที่ต้องมาพร้อมกันเหมือนขาเก้าอี้ หากขาดไปหนึ่งขา มันก็ล้ม
ข้อมูลจากทั่วโลกชี้ว่า หากมีความมั่นคงทางการเงิน จะมีโอกาสรู้สึกมีความสุขมากกว่าอย่างชัดเจน โดย 60% ของ Gen Z และ 68% ของ Gen Y ทั่วโลกที่มีความมั่นคงทางการเงินบอกว่ามีความสุข
ในด้านของความหมายในการทำงาน (Purpose) เช่น การมี Work-Life Balance โอกาสเติบโตในองค์กร และการดูแลสุขภาพจิต ก็ล้วนส่งผลต่อระดับความสุขของพนักงานเช่นเดียวกัน
และด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) Gen Y มีความพึงพอใจในประเด็นด้านความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงานสูงกว่า Gen Z ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความพยายามขององค์กรในการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี โอกาสในการเติบโตในที่ทำงาน และสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน

สำหรับคนไทย “ค่าครองชีพ” ยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งสำหรับทั้ง Gen Z และ Gen Y สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ประชาชนมีความท้าทายในการหารายได้ ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ และดิ้นรนเพื่อให้จ่ายให้ทัน
โดยความกังวลทางการเงิน ค่าครองชีพที่ยังคงส่งผลกระทบ แบ่งข้อมูลออกเป็น
ความกังวลสูงสุด (Top Concerns)
38% ของ Gen Z และ 36% ของ Gen Y ในไทยกังวลเรื่องค่าครองชีพ
รองลงมาคือการเติบโตทางเศรษฐกิจ (23% ของ Gen Z และ 26% ของ Gen Y)
และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (22% ของ Gen Z และ 23% ของ Gen Y)
ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน คนไทยมีสัดส่วนของผู้ที่ “ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน” สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (63% ของ Gen Z และ 64% ของ Gen Y ในไทย เทียบกับ 52% ทั่วโลก) แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บ
แต่คนไทยกลับมีความกังวลน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในเรื่องของการ “ดิ้นรนเพื่อจ่ายค่าครองชีพทุกเดือน”และ “ไม่สามารถเกษียณได้อย่างสุขสบายทางการเงิน” แม้รายได้จะจำกัด
แสดงให้เห็นถึงคนไทยให้ความสำคัญกับปัญหาทางการเงินระยะสั้นมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับจุดมุ่งหมายในการทำงาน และมองว่าสิ่งนี้สำคัญต่อความพึงพอใจในงานและความเป็นอยู่ที่ดี โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทั่วโลกกับกลุ่มในประเทศไทย
ปัจจัยในการสร้างตัวตน เพื่อนและครอบครัว งานหลัก และกิจกรรม ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างตัวตนสำหรับคนไทย แต่ที่โดดเด่นคือ งานเสริม และการออกกำลังกาย ซึ่งคนไทยให้ความสำคัญสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างชัดเจน ซึ่งอาจสะท้อนถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจหรือความต้องการหารายได้เสริม
Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธงานที่ขัดต่อหลักจริยธรรม ความเชื่อส่วนตัว สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะทำงานในองค์กรที่มีค่านิยมสอดคล้องกัน (62%ของ Gen Z และ 56% ของ Gen Y ในไทย เทียบกับ 41% และ 40% ทั่วโลก)
การลาออก Gen Z ในไทยมีเปอร์เซ็นต์การลาออกด้วยเหตุผลนี้ต่ำกว่า Gen Z ทั่วโลก (37% เทียบกับ 44%) ในขณะที่ Gen Y ในไทยมีเปอร์เซ็นต์เท่ากับ Gen Y ทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการขาดจุดมุ่งหมายยังคงเป็นสาเหตุสำคัญในการตัดสินใจเปลี่ยนงาน
ข้อแนะนำสำหรับองค์กร องค์กรควรพิจารณาสร้างคุณค่าร่วมและแบรนด์ที่ชัดเจน เพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานที่มองหาความหมายในการทำงาน

การเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตใจโดยการเผชิญหน้ากับความเครียดในที่ทำงาน
สาเหตุหลักของความเครียด
- การเงินในชีวิตประจำวัน (39% ของ Gen Z, 33% ของ Gen Y)
- ความรับผิดชอบในครัวเรือน (39% ของ Gen Z, 32% ของ Gen Y)
- สุขภาพร่างกาย (40% ของ Gen Z, 33% ของ Gen Y)
- อนาคตทางการเงินระยะยาว (45% ของ Gen Z, 39% ของ Gen Y)
- ความเป็นอยู่ของครอบครัว (40% ของ Gen Z, 41% ของ Gen Y)
ประมาณ 1 ใน 3 ของคนรุ่นใหม่บอกว่างานเป็นปัจจัยที่สร้างความเครียด โดยสาเหตุหลักคือ ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้เสร็จ และไม่ได้รับความรู้สึกถึงความหมายหรือจุดมุ่งหมายจากงาน โดย Gen Z มีความเครียดจากปัจจัยเหล่านี้สูงกว่า Gen Y

มุมมองและการใช้งาน GenAI ของ Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทย
ผลสำรวจพบว่า คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยมีการนำ GenAI มาใช้งานในงานประจำวันอย่างแพร่หลาย โดย 89% ของ Gen Z และ 81% ของ Gen Y กำลังใช้ GenAI อยู่แล้ว
Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทยใช้ GenAI ในงานประเภทใดบ้าง
- การวิเคราะห์ข้อมูล (53% ทั้ง Gen Z และ Gen Y)
- การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ (45% ของ Gen Z, 51% ของ Gen Y)
- Content creation (40% ของ Gen Z, 49% ของ Gen Y)
- กลยุทธ์ (36% ของ Gen Z, 43% ของ Gen Y)
- Project management (35% ของ Gen Z, 38% ของ Gen Y)
- การสนับสนุนลูกค้า (30% ของ Gen Z, 35% ของ Gen Y)
- การพัฒนาซอฟต์แวร์ (23% ของ Gen Z, 33% ของ Gen Y)
- การฝึกอบรม (23% ของ Gen Z, 28% ของ Gen Y)
การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกรณีการใช้งานหลักสำหรับทั้งสองกลุ่ม นอกจากนี้ Gen Ys ยังมีการใช้งาน GenAI ในด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเนื้อหาที่สูงกว่า Gen Zs เล็กน้อย
มุมมองต่อ GenAI
ส่วนใหญ่มองว่า GenAI ช่วยช่วยลดเวลาการทำงาน และช่วยให้งานดีขึ้น (94% ของ Gen Z, 90% ของ Gen Y) แต่ก็มีความกังวลสูงว่า GenAI จะทำให้เกิดการเลิกจ้างงาน (77% ของ Gen Z, 76% ของ Gen Y) และจะทำให้พวกเขามองหาโอกาสงานที่เสี่ยงต่อการถูกเข้ามาแทนที่น้อยลง (89% ของ Gen Z, 81% ของ Gen Y)

กัญญ์ทิพา เครือแก้ว ณ ลำพูน ผู้จัดการอาวุโส แผนก Organization Transformation ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ทั้ง Gen Z และ Gen Y ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร องค์กรใดที่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและคุณค่าที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า จะสามารถดึงดูดหรือส่งเสริมให้พนักงานทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ GenAI กำลังเข้ามามีอิทธิพลกับวิธีการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ”

การเรียนต่อ การศึกษาขั้นสูง
คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะไม่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งสาเหตุหลัก ดังนี้
- สถานการณ์ครอบครัว/ส่วนตัว (50% ของ Gen Z, 38% ของ Gen Y)
- ข้อจำกัดทางการเงิน (44% ของ Gen Z, 38% ของ Gen Y)
- มีแผนที่จะประกอบอาชีพอิสระ (32% ของ Gen Z, 24% ของ Gen Y)
- ความต้องการความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ด้วยตนเอง (32% ของ Gen Z, 38% ของ Gen Y)
- ความกังวลเรื่องหนี้เงินกู้ยืม (26% ของ Gen Z, 29% ของ Gen Y)
ความกังวลเกี่ยวกับระบบการศึกษา
- คุณภาพการศึกษา (48% ของ Gen Z, 50% ของ Gen Y)
- ค่าเล่าเรียนที่สูง (44% ของ Gen Z, 43% ของ Gen Y)
- โอกาสในการได้รับประสบการณ์จริง (31% ของ Gen Z, 24% ของ Gen Y)
- หลักสูตรจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน (22% ของ Gen Z, 26% ของ Gen Y)
- ขาดความยืดหยุ่นในทางเลือกการเรียนรู้ (19% ของ Gen Z, 17% ของ Gen Y)
การเรียนรู้และการพัฒนา แสดงถึงแนวทางที่นายจ้างสามารถสนับสนุนความต้องการในการเรียนรู้ของGen Z และ Gen Y ได้ดีที่สุด
- สร้างโปรแกรมการเรียนรู้ภายในองค์กรโดยเฉพาะ และจัดสรรเวลาให้ดำเนินการเรียนรู้โดยไม่รบกวนภาระงาน/ความรับผิดชอบ (34% ของ Gen Z, 25% ของ Gen Y)
- อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานและการแบ่งปันความรู้ (28% ของ Gen Z, 26% ของ Gen Y)
- สร้างโอกาสในการหมุนเวียนงานหรือการเรียนรู้งาน (23% ของ Gen Z, 24% ของ Gen Y)

ดร.โชดก ปัญญาวรานันท์ ผู้จัดการอาวุโส แผนก Growth ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากที่ได้มีโอกาสติดตามรายงานฉบับนี้มาติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จะเห็นว่าข้อมูลในแต่ละปีมีทิศทางที่ตอบคำถามด้วยตัวเองได้อย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวแล้ว ต้องการเห็นการพูดคุยกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจที่จะนำไปสู่การลงทุนทางการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์มากกว่านี้”

สรุปประเด็นสำคัญ จากผลสำรวจ Deloitte Global 2025 Gen Z และ Millennial Survey
1. ความสุขในการทำงานและปัจจัยที่ส่งผล
สำหรับคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย (Gen Z และ Gen Y) ความสุขในการทำงานได้รับอิทธิพลจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- เงิน (Money): ความกังวลทางการเงิน โดยเฉพาะความกังวลระยะสั้น (short-term worries) และ "ค่าครองชีพ" ที่สูง ยังคงเป็นแหล่งที่มาของความเครียดอย่างต่อเนื่อง
- ความหมายในการทำงาน (Purpose)
- ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)
2. การนำเทคโนโลยี GenAI มาใช้
Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทยกำลังนำเทคโนโลยี GenAI มาใช้ในที่ทำงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มเวลาว่างเพื่อปรับสมดุล work-life balance
3. มุมมองต่อการศึกษาขั้นสูง
คนรุ่นใหม่ในประเทศไทย ให้คุณค่ากับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรี (postgraduate education) มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของการศึกษา ตามมาด้วยค่าใช้จ่าย และประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง