วิกฤตกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเวลานี้กำลังเดินทางมาถึงจุดที่ท้าทายที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนผ่านปรากฏการณ์ยอดปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ควบคู่ไปกับอัตราการทิ้งดาวน์และทิ้งจองในช่วงต้นปีมานี้ที่พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
นี่จึงกลายเป็นโจทย์หินที่ทำให้บิ๊กเพลเยอร์ในวงการอสังหาฯ ไม่สามารถขายบ้านด้วยวิธีเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากแต่ต้องมองหาทางออกใหม่ที่หยั่งลึกไปถึงต้นตอของปัญหา เพื่อเติมเต็ม Passion ของแบรนด์ที่อยากให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ง่ายและยั่งยืนขึ้น ทางออกของ SENA ในเกมนี้จึงไม่ใช่แค่การลดแลกแจกแถม แต่เป็นการสร้างอีโคซิสเต็มของการอยู่อาศัยและใช้ชีวิต ผ่านการจัดทัพโครงสร้างพื้นฐานใหม่
ดร.ยุ้ย - ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า SENA เชื่อมาตลอดว่า บ้านไม่ควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขาย แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ภายใต้วิสัยทัศน์ “Lifelong Trusted Partner” ที่มุ่งดูแลทั้งคุณภาพชีวิตและต้นทุนชีวิตของลูกค้าในระยะยาว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา SENA จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่กำลังพัฒนาองค์กรสู่การเป็น “Sustainable Living Leader” ผ่านการสร้าง Green Lifestyle Platform ที่เชื่อม บ้าน พลังงาน การเดินทาง และโซลูชันทางการเงินเข้าไว้ด้วยกัน
“วันนี้คนไม่ได้มองแค่ราคาบ้าน แต่เริ่มมอง ‘ต้นทุนชีวิต’ หลังเข้าอยู่ ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมดในระยะยาว SENA จึงมองว่าอนาคตของอสังหาริมทรัพย์ จะไม่ได้แข่งขันกันแค่ราคาและทำเล แต่คือความสามารถในการช่วยให้คนบริหารต้นทุนชีวิตได้ดีขึ้น เราเชื่อว่า Green Lifestyle ไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มต้นได้จริงในชีวิตประจำวัน นี่คือเหตุผลที่ SENA พยายามเชื่อม บ้าน พลังงาน รถ EV และโซลูชันทางการเงิน เข้าไว้ใน Ecosystem เดียว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นและยั่งยืนขึ้นในระยะยาว”
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ เกิดจาก Passion ของ SENA ที่เชื่อในพลังงานสะอาดมาตั้งแต่กว่า 15 ปีที่แล้ว ในวันที่ Solar ยังเป็นเรื่องไกลตัว และแทบไม่มีใครมองว่า “พลังงาน” จะกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของชีวิต SENA คือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทย ที่เริ่มติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับโครงการที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และเป็นรายแรกที่นำ Solar เข้าไปรวมอยู่ในราคาบ้าน เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
บริษัท สะสมทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจเรื่องพลังงานสำหรับการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ SENA Solar Energy มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี และติดตั้ง Solar Rooftop แล้วกว่า 1,500 หลังคาเรือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) และลูกค้ารายย่อย (B2C) SENA มองว่า Solar กำลังเปลี่ยนจากทางเลือกสู่โครงสร้างพื้นฐานของการใช้ชีวิต จากทั้งค่าไฟที่สูงขึ้น ความต้องการลดต้นทุนระยะยาว และแนวโน้มพลังงานสะอาดในอนาคต จุดแข็งสำคัญของ SENA คือการมีความเข้าใจเรื่องพลังงานสำหรับการอยู่อาศัย ทั้งการใช้ไฟภายในบ้าน การชาร์จรถ EV และการบริหารต้นทุนพลังงาน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานวิศวกรรม ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การออกแบบและคำนวณระบบ การเลือกใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตชั้นนำ ไปจนถึงการควบคุมการติดตั้งโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานระบบพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2569 นี้ บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Solar จำนวน 10 ล้านบาท และมองว่าธุรกิจพลังงานจะเป็นหนึ่งใน New Growth Engine สำคัญของกลุ่มบริษัทในอนาคต
ขณะเดียวกัน SENA ยังเดินหน้ารุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ผ่าน บริษัท เสนา กรีน ออโตโมทีฟ (SENA Green Auto) ซึ่งดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี ในฐานะ EV Platform แบบ Multi-brand และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ DEEPAL, OMODA & JAECOO และ LEAPMOTOR พร้อมศูนย์บริการครบวงจรบนถนนอ่อนนุช–สุขุมวิท 75
SENA Green Auto ไม่ได้มองแค่การขายรถ EV แต่ต้องการทำให้การใช้ EV เป็นเรื่องง่ายขึ้น ทั้งเรื่องบ้าน พลังงาน และการเงิน โดยลูกค้าสามารถติดตั้ง Solar ควบคู่กับการซื้อรถ EV และใช้ไฟจาก Solar เพื่อชาร์จรถได้เอง ช่วยลดทั้งค่าไฟและต้นทุนพลังงานในระยะยาว พร้อมมี “เงินสดใจดี” ในเครือของ SENA ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาช่วยวางแผนทางการเงิน เพื่อให้การเริ่มต้นใช้ EV และพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
และในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากธุรกิจรถยนต์จำนวน 153 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายรถ EV ในปีนี้ไว้ที่ 1,000 คัน และภายในครึ่งหลังของปีนี้บริษัทเตรียมเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ใหม่เพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ เพื่อขยายพอร์ตสินค้าและรองรับกลุ่มลูกค้าพรีเมียมมากขึ้น
ดร.ยุ้ย กล่าวว่า ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา SENA Solar Energy และ SENA Green Automotive SENA มีสัดส่วน 20% จากรายได้รวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็น New S-Curve ให้กับ SENA แล้ว สิ่งสำคัญคือ เป็นฟันเฟืองหลักในการส่งมอบต้นทุนชีวิตที่ถูกลงให้กับคนไทยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและวิกฤตพลังงาน