BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
965
VIEWS

เด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว จาก Climate สู่ Biodiversity บทเรียนจาก “ค้างคาว” ถึงโลกธุรกิจ ในวันที่ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือน

มิ.ย. 01, 2569 J.Wara
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมทุกวันนี้เกษตรกรบางสวนต้องตื่นกลางดึก มานั่งใช้พู่กันปัดเกสรทุเรียน ด้วยตัวเอง ทั้งที่ในธรรมชาติ เคยมี “แรงงานฟรี” ทำหน้าที่นี้มาตลอด

แรงงานที่ว่านั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่คือ “ค้างคาว”

“ในอดีตค้างคาวเป็นตัวผสมเกสรทุเรียน แต่พอค้างคาวลดลง เกษตรกรจึงต้องตื่นกลางคืนมานั่งปัดพู่กันผสมเกสรกันเอง”

ประโยคจากวงเสวนาเรื่อง Biodiversity ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆของธรรมชาติ แต่อันที่จริงแล้วสิ่งนี้กำลังสะท้อนปัญหาใหญ่ของโลกยุคใหม่ เพราะเมื่อถ้ำหินปูนถูกระเบิดเพื่ออุตสาหกรรมซีเมนต์ บ้านของค้างคาวจึงหายไป ผลกระทบไม่ได้จบแค่สัตว์ชนิดหนึ่งลดจำนวนลง แต่ลามไปถึงสวนทุเรียน การเกษตร ต้นทุนการผลิต และระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์กำลังต้องกลับมาทำหน้าที่แทนธรรมชาติด้วยตัวเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า Biodiversity หรือ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กำลังกลายเป็นวาระใหม่ของโลกธุรกิจ หลังจากโลกใช้เวลาหลายปีพูดถึง Climate Change และ Net Zero เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธรรมชาติอาจไม่ใช่เพียงเบื้องหลังของเศรษฐกิจ แต่อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ทั้งระบบยังเดินต่อไปได้


“เศรษฐกิจ” พึ่งพาธรรมชาติ มากกว่าที่คิด
ที่ผ่านมา โลกธุรกิจคุ้นชินกับการพูดเรื่อง Financial Capital หรือ Human Capital แต่สิ่งที่แทบไม่เคยถูกพูดถึงเลย คือ “Natural Capital” หรือทุนทางธรรมชาติ ทั้งที่จริงๆแล้ว ธุรกิจจำนวนมหาศาลกำลังใช้บริการจากระบบนิเวศ ตั้งแต่น้ำ อาหาร ดิน ป่า แมลงผสมเกสร ไปจนถึงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการผลิต

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า กว่า 55% ของ GDP โลกพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ขณะที่ 3 ใน 4 ของพืชอาหารโลกต้องอาศัยการผสมเกสรจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ นั่นหมายความว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้กระทบแค่ระบบนิเวศ แต่กำลังกระทบฐานของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน Biodiversity Loss ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติเพราะผลกระทบของมันไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งแวดล้อม แต่ลามไปถึงความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

งานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพของยังชี้ว่า ระหว่างปี 1992-2014 โลกมีทุนมนุษย์และทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ “ทุนทางธรรมชาติ” ต่อประชากรกลับลดลงกว่า 40% ซึ่งสะท้อนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาจเกิดขึ้นบนต้นทุนของธรรมชาติที่ถูกใช้เกินขีดจำกัด
จาก Climate สู่ Biodiversity วาระใหม่ของความยั่งยืน

หากทศวรรษที่ผ่านมา โลกขับเคลื่อนด้วยคำว่า Climate Change วันนี้ Biodiversity กำลังกลายเป็นอีกวาระสำคัญของโลก สะท้อนผ่าน Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ที่กว่า 190 ประเทศร่วมกันตั้งเป้าหมายหยุดและฟื้นคืนการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2030 พร้อมวางวิสัยทัศน์ “Living in Harmony with Nature” ภายในปี 2050

สิ่งที่น่าสนใจคือ กรอบความร่วมมือใหม่นี้กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของโลกธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญเพราะในอดีต ธรรมชาติมักถูกมองเป็นต้นทุนภายนอก ของระบบเศรษฐกิจ หรือเป็น externality ที่ไม่จำเป็นต้องคำนวณอยู่ในโมเดลธุรกิจ แต่วันนี้โลกเริ่มตระหนักแล้วว่า ความเสียหายต่อธรรมชาติไม่ใช่ externality อีกต่อไป เพราะผลกระทบเหล่านั้นกำลังย้อนกลับมาสู่ธุรกิจ ทั้งในรูปของต้นทุน ความเสี่ยง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

“เด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว” เมื่อระบบนิเวศโลกเชื่อมโยงกัน
ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์หนึ่งในวิทยากรของวงเสวนา อธิบายเรื่อง Biodiversity ผ่านภาพเปรียบเทียบง่ายๆ อย่าง “เกมเจงก้า” เกมที่หากดึงไม้ผิด 1 ชิ้น จะทำให้โครงสร้างไม้ทั้งหมดพังครืนลงมาได้ ซึ่งมนุษย์อาจคิดว่า การหายไปของสิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่น่ามีผลอะไร เหมือนการดึงไม้เจงก้าออกทีละชิ้น

แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้ว่าไม้ชิ้นไหนจะเป็นชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ทั้งระบบพังลงมา
“เราคิดว่ายุงหายไปก็ดีสิ ตัวเงินตัวทองหายไปก็ไม่เห็นเป็นไร แต่สุดท้ายเราไม่รู้หรอกว่าระบบนิเวศมันเปราะบางลงเรื่อยๆ แล้วถึงจุดหนึ่งทั้งระบบก็พังลงมา เพราะธรรมชาติมันเชื่อมโยงกันหมด เหมือนคำว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว เราอาจคิดว่ากระทบแค่จุดเดียว แต่จริงๆ มันส่งผลเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบ”

สิ่งที่เวทีเสวนาพยายามชี้ให้เห็น คือ Biodiversity ไม่ได้หมายถึงแค่สัตว์หายากหรือป่าไม้ แต่รวมถึง “บริการทางนิเวศ” ที่ธรรมชาติทำงานแทนมนุษย์อยู่ทุกวัน ตั้งแต่การผสมเกสร การควบคุมน้ำ การดูดซับคาร์บอน การป้องกันดินถล่ม ไปจนถึงการรักษาสมดุลของโรคและแมลงในระบบเกษตร ซึ่งบริการเหล่านี้เคยเกิดขึ้นฟรีมาตลอด จนมนุษย์แทบลืมไปว่ามันมีต้นทุน



กับดัก “แก้ปัญหาระยะสั้น ทำลายฐานระยะยาว”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึง คือธุรกิจจำนวนมากยังมองธรรมชาติเป็นเพียง “ทรัพยากร” มากกว่าจะมองว่าเป็น “ระบบที่ตัวเองพึ่งพา” ธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกตัวอย่างสวนลำไยที่ต้องพึ่งผึ้งในการผสมเกสร แต่ในเวลาเดียวกัน เกษตรกรก็ใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิต และสารเคมีเหล่านั้นกลับทำลายผึ้งที่ตัวเองต้องพึ่งพา

“ธุรกิจควรสนใจว่าตัวเองพึ่งพาธรรมชาติอะไรบ้าง และสร้างแรงกดดันอะไรต่อธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มเข้าใจ ถ้าเราเป็นบริษัทเครื่องดื่ม เราพึ่งพาแม่น้ำ พึ่งพาวัฏจักรน้ำ แต่ขณะเดียวกันโรงงานก็สร้างแรงกดดันกลับไปสู่ธรรมชาติ ทั้งการใช้น้ำและน้ำเสียที่ปล่อยกลับออกไป”

ธานิษฏ์ อธิบายว่า เวลาพูดเรื่อง Biodiversity โลกธุรกิจต้องเริ่มจากการเข้าใจ 3 คำสำคัญ ได้แก่
    Dependency ธุรกิจพึ่งพาธรรมชาติอะไร
    Pressure ธุรกิจสร้างแรงกดดันอะไรต่อธรรมชาติ
    Impact ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร
ต่างจากเรื่องคาร์บอนที่สามารถวัดออกมาเป็น “ตันคาร์บอน” ได้ชัดเจน Biodiversity มีความซับซ้อนกว่า เพราะผลกระทบแต่ละเรื่องไม่มีหน่วยกลางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน มลพิษ หรือการสูญเสียชนิดพันธุ์ ไม่สามารถนำมาบวกกันตรงๆ ได้ นั่นทำให้เรื่อง Nature กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับธุรกิจทั่วโลก

Biodiversity ไม่ใช่ CSR แต่คือ Business Survival
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ESG มักถูกมองเป็นเรื่องภาพลักษณ์องค์กร หรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ในโลกที่ทรัพยากรเริ่มเปราะบางขึ้นเรื่อยๆ Biodiversity กำลังเปลี่ยนจากเรื่องดีที่ควรทำไปสู่ “เรื่องที่จำเป็นต้องทำ” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เกษตร เครื่องดื่ม ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ หรือแฟชั่น เพราะหากระบบนิเวศเริ่มเสียสมดุล ความเสี่ยงก็จะย้อนกลับมาสู่ธุรกิจเองก็มีสูงมากเช่นกัน

ธานิษฏ์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบประกาศตัวว่าเป็นองค์กร Nature Positive แต่ต้องจัดการ “ต้นเหตุ” ของผลกระทบให้ได้จริง “อย่าข้ามจากการสร้าง Impact แล้วไปซื้อที่ปลูกป่า ทั้งที่โรงงานของคุณยังปล่อยน้ำเสียอยู่ ถ้ารู้ว่ามีความเสี่ยง ขั้นแรกคือ Avoid ทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบ จากนั้นคือ Reduce ลดผลกระทบลง แล้วค่อย Restore หรือ Regenerate ฟื้นฟูคืนกลับธุรกิจจำนวนมากกำลังติดอยู่ในลูปของการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่กลับทำลายฐานทรัพยากรระยะยาวของตัวเองไปพร้อมกัน”  ธานิษฏ์ กล่าว



“ธรรมชาติไม่มีเสียง” โจทย์ใหญ่ของการพัฒนา
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือคำถามเรื่อง “สมดุล” ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาธรรมชาติ

ดร.สุภัชญา ยอมรับว่า นี่คือหนึ่งในโจทย์ยากที่สุดของโลกยุคใหม่ เพราะหลายครั้งการพัฒนาเมือง ถนน หรืออุตสาหกรรม มักเกิดขึ้นบนพื้นที่ธรรมชาติ “หลายหน่วยงานจึงบอกว่าทะเลาะกับชาวบ้านยากกว่า ก็เลยเลือกเบียดเบียนพื้นที่ธรรมชาติ เพราะธรรมชาติไม่มีปากเสียง”

คำพูดนี้สะท้อนปัญหาสำคัญของโลกยุคใหม่อย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมา ต้นทุนทางธรรมชาติไม่เคยถูกคำนวณอย่างจริงจังการตัดถนนผ่านป่าอาจดูเหมือนใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงคือการแบ่งแยกถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปโดยที่มนุษย์อาจไม่ทันสังเกตและเมื่อธรรมชาติเริ่มเสียสมดุล สิ่งที่ย้อนกลับมาหามนุษย์ ก็คือภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า โรคระบาด และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ภารกิจของ “แม่ฟ้าหลวง” เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นการลงมือทำ
สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เรื่อง Nature ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่ถูกนำมาทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ดอยตุง บนพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ที่ต้องเผชิญทั้งปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า ฝนสุดขั้ว ดินถล่ม และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

ในปี 2024 กลายเป็นปีที่สะท้อนผลกระทบของ Climate Change และ Nature Loss อย่างชัดเจน เพราะพายุฤดูร้อนทำให้ต้นแมคคาเดเมียล้มจำนวนมาก ขณะที่ปลายฤดูฝนเกิดดินสไลด์กว่า 170 จุดในพื้นที่

“มันสร้างความตื่นรู้ทันทีว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกระทบภาคเกษตรก่อน และคนที่เปราะบางที่สุดจะได้รับผลกระทบก่อนเช่นกัน” ธานิษฏ์ ย้ำ

ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเริ่มทำงานด้าน Nature-based Solutions อย่างจริงจัง ทั้งการประเมินความเสี่ยงด้านธรรมชาติ การทำ Hydrology Model เพื่อศึกษาความเสี่ยงดินถล่ม การเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และการสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่ รวมถึงทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในการประเมิน Dependency และ Impact ขององค์กร

นอกจากนี้ยังมีการผลักดัน Biodiversity Credit และ OECM หรือพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ เพื่อสร้างกลไกทางการเงินใหม่สำหรับการฟื้นฟูธรรมชาติ ธานิษฏ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การสร้างภาพว่าเป็นองค์กร “Nature Positive” แต่คือการมีส่วนร่วมทำให้ธรรมชาติดีขึ้นจริง “Nature Positive ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทเดียวทำได้ แต่มันคือเป้าหมายของทั้งโลก สิ่งที่ธุรกิจควรทำ คือระบุให้ได้ว่าตัวเองพึ่งพาธรรมชาติอะไร แล้วลงมือจัดการกับผลกระทบที่ตัวเองสร้างขึ้นจริงๆ”

ธุรกิจต้องเริ่มฟัง “เสียงของธรรมชาติ”
ในวันที่โลกกำลังเผชิญทั้ง Climate Change ภัยแล้ง น้ำท่วม และทรัพยากรที่ลดลง Biodiversity จึงไม่ใช่เรื่องของนักอนุรักษ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหาร และการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว

เพราะท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์อาจสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนได้มากมาย
แต่ยังไม่มีใครสร้าง “ธรรมชาติ” ขึ้นมาทดแทนได้จริง

บางที จุดเริ่มต้นของการเข้าใจเรื่อง Biodiversity อาจไม่ต้องเริ่มจากสัตว์หายากหรือป่าลึก แต่อาจเริ่มจากการตระหนักว่า ทุเรียนหนึ่งลูกที่อยู่บนโต๊ะอาหาร ก็อาจมี “ค้างคาว” เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้เช่นกัน


เด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว จาก Climate สู่ Biodiversity บทเรียนจาก “ค้างคาว” ถึงโลกธุรกิจ ในวันที่ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือน

เอพี ไทยแลนด์ จับมือ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดแนวคิด Toward a Sustainable Future ยกระดับวงการอสังหาฯ ไทย ต่อยอด ‘หย่อมป่า’ สร้าง Biodiversity ในเมืองใหญ่

กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต จับมือพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน สานต่อกิจกรรมใหญ่ “Save Our Sea ปีที่ 3 ” ย้ำนโยบายหลักด้าน Climate Change & Biodiversity

ฟังเสียงใจตัวเองให้เป็นแล้วจะเห็นความสำเร็จ กว่าจะเป็น L&E Beyond ด้วยหัวใจที่ Alive ของ “แอมป์ อโรชา”

Passion - Patience - People กุญแจ 3 ดอกสู่ความสำเร็จของแบรนด์พันล้านอย่าง GENTLEWOMAN

CEO as Brand สูตรพลิกโฉม “นมตรามะลิ” จากแบรนด์ 60 ปี สู่ไวรัลหลักล้านบน TikTok

Pramy จากศูนย์สู่ 2 พันล้านด้วยอินไซต์คนรักแมว ถอดบทเรียน Outlier สายดาต้า “คริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี”

Read More Stories  

Research

เมื่อ T-Beauty หยุดวิ่งตาม และเริ่มสร้างทางของตัวเอง พร้อมอัปเดต 5 เทรนด์ที่จะกำหนดทิศทาง T-Beauty

รู้จักจีนน้อยไป AI ระดับโลกกำลังคิดแบบปักกิ่ง เมื่อข่าวดีจากทั่วโลกต้องจ่ายเงิน แต่โฆษณาชวนเชื่อจีนให้ฟรี

เมื่อ “คนโสด” เป็นคนหมู่มากของสังคมไทย และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม

ไถฟีดอยู่ดีๆ สรุปได้ตั๋วเครื่องบินเฉย! Klook เผยคนไทยกว่า 52% เที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล

Read More Stories  

Digest

คังเซน-เคนโกฯ เปิดตัว 6 ไอเทมใหม่

FWD ประกันชีวิต ต่อยอดอินไซต์ “Micro-communities” เชื่อมผู้คนผ่านความสนใจและไลฟ์สไตล์ ในแคมเปญ “ชอบชีวิตแบบไหนก็ใช้ชีวิตแบบนั้น”

พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดแคมเปญ “พรูเหมาสุขภาพ ให้คุณสบายใจ” ชวนสังคมทบทวนความมั่นคงด้านสุขภาพในวันที่ความเสี่ยงรอบตัวไม่เลือกใคร

Unboxing Ideas

‘L Minimart’ ร้านน้องใหม่จาก Lawson เมื่อความสะดวกจากมินิมาร์ท กับความถูกจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาเจอกัน

‘ChopValue’ บริษัทที่ชุบชีวิตตะเกียบใช้แล้ว กว่า 283 ล้านแท่งให้กลายเป็นของใช้สไตล์มินิมอล ไอเดียดีจนญี่ปุ่นเลิกมองตะเกียบเป็นขยะ!

โตเกียวชุบชีวิต “ตู้โทรศัพท์” สู่จุดกระจาย Wi-Fi ฟรี เพราะของเก่า ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป

“ไม่มีคำว่าแก่เกินเล่น” เมื่อ LEGO อัปเดตกล่องใหม่เป็น 100+ เพื่อเป็นของขวัญแด่ Sir David Attenborough

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact