ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อธิบาย 5 มิติเศรษฐกิจที่จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ได้แก่
1. Life Economy การท่องเที่ยวเพื่อการเยียวยาจิตใจ (Healing) ซึ่งถือเป็นนิยามใหม่ของความหรูหรา โดยมุ่งเน้นในเรื่องของ Health & Wellness
2. Night Economy การมุ่งเน้นส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง Street Food, ความบันเทิง และคอนเสิร์ต
3. Subculture Economy การเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความชอบเฉพาะตัว (DNA) หรือเน้นการสร้างประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม หรือความเชื่อเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มที่สนใจเรื่อง UFO
4. Circular Economy การท่องเที่ยวสีเขียวแบบยั่งยืน หรือ Green Tourism ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
5. Platform Economy การเชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ
ล่าสุดททท. ได้ร่วมมือกับวีซ่าในการสนับสนุน Subculture Economy และการโปรโมตเมืองรอง ผ่านแพลตฟอร์ม Visa Destinations ซึ่งในเฟสแรกจะเน้นไปที่เมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่
แต่เป้าหมายในระยะยาวของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ และแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง หรือกลุ่ม Niche

ฐาปนีย์ ย้ำว่าททท.จำเป็นต้อง ปรับทิศทางนโยบายเพื่อมุ่งเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักท่องเที่ยวและประสบการณ์ที่ได้รับ มากกว่าการเน้นแค่จำนวนคน
“ความร่วมมือในครั้งนี้เป้าหมายคือการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงผ่านฐานข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Visa Destinations ของวีซ่า เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”
Visa Destinations คือแพลตฟอร์มระดับโลกของวีซ่าที่เชื่อมต่อผู้ถือบัตรเข้ากับประสบการณ์และข้อเสนอพิเศษในแต่ละจุดหมายปลายทาง โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศการท่องเที่ยว ผ่านการมอบประสบการณ์การชำระเงินดิจิทัลที่ไร้รอยต่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวผ่านการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงผ่านฐานข้อมูลระดับโลกของวีซ่า อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นนอกเหนือจากแลนด์มาร์คหลัก
โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์จาก Visa Destinations ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- ประสบการณ์การเดินทางมาถึงและการเคลื่อนที่ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
- ความสะดวกในการใช้จ่ายประจำวัน ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทางและบริการต่างๆ ไปจนถึงอาหารและการช้อปปิ้งทั่วทุกจุดหมาย
- การเข้าถึงประสบการณ์เฉพาะจุดหมายที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวค้นพบวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นกันเอง
- ความมั่นใจตลอดการเดินทาง ด้วยประสบการณ์การชำระเงินที่เชื่อถือได้และรองรับทุกช่วงเวลาของการเดินทาง
- การเชื่อมต่อกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับสถานที่ ผู้คน และธุรกิจต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือจากกิจกรรมท่องเที่ยวกระแสหลัก

แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ความหลากหลาย ทั้งเมืองใหญ่ระดับโลกและชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ เมื่อความคาดหวังของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ผู้เดินทางจึงให้ความสำคัญมากขึ้นกับความมั่นใจ ความสะดวก และความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือกับ ททท. จะช่วยยกระดับประสบการณ์การชำระเงินให้ไร้รอยต่อและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น”
ลงลึกในรายละเอียดการใช้ข้อมูลเชิงลึกครั้งนี้จะช่วยให้ ททท. สามารถวางแผนสนับสนุนการเดินทางกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเดินทางไปยัง เมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO และจุดหมายปลายทางสีเขียว ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญในอนาคตของประเทศไทย
แอนโทนี อธิบายว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส เริ่มจาก ก่อนเดินทางต้องวางแผน ซึ่งจะมีการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ เฟสต่อมาเป็นเรื่องของการเดินทาง และเฟสสุดท้ายเป็นเรื่องของประสบการณ์ ณ จุดหมายปลายทาง ที่ปัจจุบันจะไม่จำกัดแค่แลนด์มาร์กทั่วไป แต่จะรวมไปถึงเมืองรองที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวได้

ล่าสุด Visa Destinations มีการจัดกิจกรรม “Feel So Thai” ลงพื้นที่ย่านทรงวาด เพื่อเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาสัมผัสย่านทรงวาด ย่านประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม อาหารที่มีชีวิตชีวา และชุมชนที่กำลังเติบโต
วีซ่าย้ำว่าความร่วมมือกับร้านค้าท้องถิ่น แพลตฟอร์ม Visa Destinations ช่วยส่งเสริมการขยายการรับชำระเงินดิจิทัลในย่านทรงวาด ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกและมั่นใจ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงฐานนักท่องเที่ยวนานาชาติและมีส่วนร่วมในระบบการท่องเที่ยวขาเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น