หากลองเปิดลิ้นชักในบ้านดูสักครั้ง เชื่อว่าหลายคนอาจพบมือถือเครื่องเก่า สายชาร์จ หูฟัง หรือเพาเวอร์แบงก์ที่พังไปแล้ว ถูกเก็บไว้โดยที่ไม่รู้ว่าควรจัดการกับมันอย่างไร ซึ่งของใช้ที่ถูกลืมเหล่านั้น เราเรียกมันว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste
แม้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะดูเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานแต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในลิ้นชักของบ้านนับล้านหลังทั่วโลกก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วโดย Global E-Waste Monitor ระบุว่า โลกได้สร้าง E-Waste สูงถึง 62 ล้านตันต่อปี แต่ได้รับการรีไซเคิลอย่างถูกต้องเพียง 22.3% เท่านั้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 82 ล้านตันภายในปี 2030
สิ่งที่น่าสนใจคือ E-Waste ไม่ได้เป็นเพียงขยะไร้ค่า แต่เต็มไปทองแดง ทองคำ เหล็ก และแร่หายากที่เป็นวัตถุดิบล้ำค่าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งในขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมีมูลค่าวัตถุดิบสูงถึง 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เสียดายที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ไม่ถึง 1 ใน 3 จึงไม่แปลกใจที่หลายประเทศเรียก E-Waste ว่าเหมืองในเมือง (Urban Mining)
และน่ากังวลไปกว่านั้น หาก E-Waste ถูกกำจัดแบบผิดๆ ก็อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารอันตรายสู่สิ่งแวดล้อมโดย Global E-Waste Monitor เผยว่า ในแต่ละปีมีสารปรอทกว่า 58,000 กิโลกรัม และพลาสติกที่มีสารพิษอีกกว่า 45 ล้านกิโลกรัม รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมจากการกำจัด E-Waste ไม่ถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนในระยะยาว
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ราว 445,899 ตันต่อปี แต่รีไซเคิลได้เพียง 10% เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงถูกเก็บไว้ในบ้าน หลุดจากระบบ หรือถูกทิ้งปะปนไปกับขยะทั่วไป เพราะยังมีผู้บริโภคอีกมากไม่รู้ว่าต้องนำขยะเหล่านี้ไปทิ้งที่ไหน แยกอย่างไร ดังนั้นโจทย์ของการจัดการ E-Waste ในวันนี้ จึงอยู่ที่การสร้างระบบรองรับที่ทำให้การทิ้งอย่างถูกวิธีกลายเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมั่นใจได้ว่าขยะเหล่านั้นจะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม
จะเห็นได้ว่า ไทยกำลังเผชิญกับช่องว่างขนาดใหญ่ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้นำด้าน Digital Infrastructure อย่าง “AIS” ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่เข้ามามีบทบาทในการผลักดันการจัดการ E-Waste อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้นำประเด็นดังกล่าวสื่อสารผ่านกิจกรรม “E-Waste to PRIDE: เปลี่ยนขยะ E-Waste เป็นแฟชั่นแห่งความภาคภูมิใจ” ที่นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ สายชาร์จ หูฟัง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาต่อยอดเป็นชุด Pride เชิงสัญลักษณ์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ผ่านขบวน Pride Parade ณ สยามสแควร์

เบื้องหลังแคมเปญดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการนำ E-Waste มาสร้างสรรค์เป็นแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่า “สิ่งที่เคยถูกทิ้ง ไม่ได้ไร้คุณค่า” เช่นเดียวกับทรัพยากรในขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง หากได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และเช่นเดียวกับความหลากหลายของผู้คนในสังคมที่ล้วนมีคุณค่าและควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม
E-Waste to PRIDE ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามของ AIS ในการทำให้เรื่อง E-Waste เป็นประเด็นที่ใกล้ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ผ่านการสื่อสารในรูปแบบที่สร้างสรรค์และเข้าถึงง่าย พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมส่งต่อ E-Waste ผ่าน AIS SIAM และ AIS Shop ทั่วประเทศ เพื่อนำนำไปสร้างสรรค์เป็นเครื่องแต่งกายในขบวน Pride Parade ก่อนที่ E-Waste ทั้งหมดจากกิจกรรมและจากจุดรับทิ้งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง เพื่อลดผลกระทบจากการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดวิธี และนำทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบการใช้ประโยชน์อีกครั้ง
กิจกรรมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แท้จริงแล้ว AIS ผลักดันการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด AIS HUB of E-Waste ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการ E-Waste ให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยปัจจุบัน AIS ทำงานร่วมกับพันธมิตรกว่า 260 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ขยายจุดรับทิ้ง E-Waste มากกว่า 3,200 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่ศูนย์การค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ศาลากลางจังหวัด ไปจนถึงที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้แล้วเข้าสู่ระบบจัดการที่ได้มาตรฐานได้สะดวกยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของ AIS HUB of E-Waste ไม่ได้อยู่ที่จำนวนจุดรับทิ้งเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่การรับคืน การคัดแยก การขนส่ง ไปจนถึงการนำ E-Waste เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ภายใต้เป้าหมาย Zero E-Waste to Landfill หรือการไม่ปล่อยให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จบลงที่หลุมฝังกลบ ซึ่งสอดคล้องกับหลัก Circular Economy ที่มองว่าของเสียไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของวงจรการใช้งาน แต่ควรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้ได้มากที่สุด

คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างง่าย เข้าใจได้ และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง โดย AIS มุ่งสร้าง Sustainability Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และระบบรีไซเคิลเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ E-Waste ทุกชิ้นได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”
ท้ายที่สุดแล้ว โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าหรือสายชาร์จที่ถูกลืมอยู่ในลิ้นชัก อาจไม่ใช่ขยะที่รอวันถูกทิ้ง แต่เป็นทรัพยากรที่กำลังรอโอกาสกลับมาสร้างคุณค่าอีกครั้ง และนั่นคือสิ่งที่ AIS กำลังพยายามทำให้เกิดขึ้น ผ่านการสร้างระบบที่ทำให้การจัดการ E-Waste กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริง