นับวันปัญหาสุขภาพจิตกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความยั่งยืนขององค์กร สะท้อนจากเวทีเสวนา “Corporate Mental Health Talk : สุขภาพใจที่แข็งแรง เพื่อองค์กรที่เข้มแข็ง” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ BBDO Bangkok โดยมี นพ. อภิชาติ จริยาวิลาศ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Me Center คลินิกสมองและสุขภาพจิต เป็นผู้มาให้ความรู้
นพ. อภิชาติ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ แต่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ผู้บริหารระดับ C-Level ไปจนถึงพนักงานรุ่นใหม่หรือ Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตไม่ต่างจากค่าตอบแทนและสวัสดิการ ส่งผลให้หลายองค์กรต้องเผชิญกับความแตกต่างทางความคิดและช่องว่างระหว่างวัยมากขึ้น
ดังนั้น การบริหารองค์กรในปัจจุบันจึงไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงจากเป้าหมายทางธุรกิจหรือการเติบโตของรายได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบนิเวศการทำงานที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทีมงานได้สรุปประเด็นสำคัญจากการพูดคุยครั้งนี้ไว้ดังต่อไปนี้
1. สภาวะสุขภาพจิตและพฤติกรรมในที่ทำงาน
มีพฤติกรรมแฝงในองค์กรที่สะท้อนถึงปัญหาสุขภาพจิตที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งสามารถสังเกตได้หลายจุดด้วยกัน เริ่มจาก
- Smile Mask - พนักงานที่ดูสนุกสนาน ตลกขบเคี้ยว หรือเป็นผู้สร้างความบันเทิงให้กับทีม แต่ลึกๆ กลับมีความเศร้า และรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
- Over-resilience - ภาวะคนเข้มแข็งเกินจริงที่มักคิดว่า "ฉันทำได้คนเดียว" หรือ "เดี๋ยวจัดการเอง" ซึ่งมักพบในกลุ่มเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ภาวะนี้กำบังความเครียดที่สะสมไว้จนนำไปสู่ความเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า
- ความคาดหวังที่เกินพอดี - ความสำเร็จหรือชื่อเสียงในอดีตกลายเป็นกับดักที่ทำให้บางคนไม่สามารถมีความสุขกับปัจจุบันได้ แม้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายเดิมมานานแล้ว แต่ยังรู้สึกว่า ไม่ประสบความสำเร็จสักที

2. สัญญาณเตือนทางร่างกายจากการนอน
ปัญหาการนอนหลับเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง โดยมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ คือ
- ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนอนที่ว่าการฝันเยอะ คือดี ซึ่งในความเป็นจริง การฝันคือการนอนตื้น หากหลับลึกสมองจะจำความฝันไม่ได้
- ปัญหาการนอนไม่ได้มีแค่นอนไม่หลับ แต่รวมถึงการนอนไม่สนิท ละเมอ ตื่นไวผิดปกติ (ตี 3-4 แล้วนอนต่อไม่ได้) หรือนอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ
- ต้นตอของปัญหาการนอนมีเพียง 1% เท่านั้นที่เกิดจากวงจรสมองรวนโดยตรง แต่อีก 99% มีสาเหตุแฝง โดย 70% มาจากปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด, ซึมเศร้า, วิตกกังวล, ไบโพลาร์ และอีก 10% มาจากโรคทางกาย เช่น ไทรอยด์
- อันตรายจากการใช้ยานอนหลับ หากการกินยาโดยไม่รักษาต้นเหตุเกิน 2 ปี เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเร็วกว่าวัยและการถอนยาที่รุนแรง
3. ผลกระทบต่อองค์กรและการบริหารจัดการ
ความเครียดของผู้บริหารระดับสูงมีผลโดยตรงต่อวัฒนธรรมและประสิทธิภาพของทีมโดยตรง หากผู้นำเครียดสูง ลูกน้องทั้งแผนกจะมีโอกาสเครียดสูงตามไปด้วย ถึงขนาดที่ว่าเคยมีพนักงานแสดงออกถึงความคับแค้นใจอย่างรุนแรง เช่น โพสต์ขู่เผาออฟฟิศ หรือซื้อน้ำมันเตรียมไว้ ซึ่งมักมีจุดเริ่มต้นมาจากความเครียดสะสมที่ถูกจุดชนวนในที่ทำงาน
อีกปัญที่พบก็คือ พนักงานรุ่นใหม่มักไม่ปรึกษาหัวหน้าเพราะกลัวกระทบ KPI หรือรู้สึกว่าหัวหน้าไม่เข้าใจ แต่จะไปหา HR แทน จนทำให้ HR กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ และต้องแบกรับปัญหาทางจิตใจของพนักงานโดยขาดเครื่องมือที่เหมาะสม
4. “ความเศร้า” กับ “โรคซึมเศร้า” ไม่เหมือนกัน
ความเศร้าปกติ มักเกิดจากการมีเรื่องกระตุ้นหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจ อึดอัดใจ เมื่อได้ Express หรือระบายความรู้สึกออกมา คนปกติมักจะรู้สึกดีขึ้น และโดยทั่วไปหากมีความเครียดหรือนอนไม่หลับจากสาเหตุเฉพาะหน้า อาการควรจะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางกายภาพ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ไม่ใช่แค่เรื่องของจิตใจเพียงอย่างเดียว โดยผู้ป่วยซึมเศร้ามักรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวของตัวเอง เช่น เดิมเป็นคนใจเย็นแต่กลับกลายเป็นคนเกรี้ยวกราดหรือร้องไห้ และไม่สามารถควบคุมอารมณ์เหล่านั้นได้แม้จะไม่อยากเป็นก็ตาม
- สำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า การพูดระบายหรือ Express ออกมาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเหมือนคนปกติ เพราะต้นเหตุคืออาการเจ็บป่วยที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์
- โรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนเก่ง นักกีฬา หรือแม้แต่ผู้ที่ดูเข้มแข็งมาก ๆ มาตลอดชีวิต ก็สามารถป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้เมื่อถึงจุดที่ร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว
- โรคซึมเศร้าที่เกิดจากอาการเรื้อรัง เฃ่นหากมีปัญหาการนอนหลับหรือความเครียดที่ลากยาวเกิน 1-2 สัปดาห์ มักไม่ใช่เรื่องปกติและอาจมีสาเหตุมาจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ถึง 70%

5. โรคซึมเศร้ามักจะเป็นคนที่เคยเข้มแข็งมาก่อน
คนที่เป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ แต่เป็นคนที่เข้มแข็งและอดทนมามากพอ หลายคนผ่านสงครามชีวิต หรืออุปสรรคหนักหน่วงมาโดยลำพัง เช่น การเลี้ยงลูกเดี่ยวพร้อมกับการสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จมหาศาล แต่เมื่อถึงจุดที่ร่างกายและจิตใจแบกรับต่อไปไม่ไหว สารเคมีในสมองจึงเกิดความผิดปกติและกลายเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด
- สัญญาณทางกายที่ถูกละเลย คนที่เข้มแข็งมักจะละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย เช่น อาการนอนไม่หลับ หรือความเครียดเรื้อรัง จนกระทั่งร่างกาย "สะกิด" เตือนผ่านความเจ็บป่วยรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือโรคซึมเศร้า
6. การบอกให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า "เข้มแข็ง" เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
เนื่องจากคนที่เป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่เข้มแข็งและอดทนมามากพอแล้ว หลายคนผ่านสมรภูมิชีวิตหรือแบกรับภาระมามากกว่าคนปกติทั่วไป ดังนั้นการบอกให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้นอีกจึงเหมือนเป็นการซ้ำเติมคนที่ใช้พลังใจจนหมดสิ้นไปแล้ว
โรคซึมเศร้าไม่เกี่ยวกับความอ่อนแอทางจิตใจ แต่คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ซึ่งต่อให้เก่ง หรือเข้มแข็งขนาดไหน เวลาจะป่วยคุณก็ป่วย เช่น เดียวกับนักกีฬาหรือมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงก็สามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้
และยิ่งถ้าผู้ป่วยเพิกเฉยก็ยิ่งมีโอกาสลุกลามไปสู่ภาวะที่อันตรายกว่าเดิม เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
7. โรคซึมเศร้ารักษาหายขาดได้
โรคซึมเศร้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และในบางแง่มุมอาจรักษาง่ายกว่าโรคเรื้อรังทางกายอย่างเบาหวานเสียด้วยซ้ำ หากได้รับการดูแลโดยจิตแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางที่สามารถวินิจฉัย สั่งยา เพื่อการแก้ไขที่ต้นตอจริงๆ เพราะการรักษาโรคซึมเศร้าไม่ใช่แค่การกินยาเพื่อให้หลับ แต่ยาจะมีฤทธิ์ปรับสมดุลสารเคมีในสมองซึ่งเป็นต้นเหตุของโรค หากรักษาเพียงอาการปลายเหตุ เช่น การใช้ยาเพื่อช่วยให้นอนหลับเพียงอย่างเดียวโดยไม่รักษาโรคหลัก เช่น ซึมเศร้า หรือวิตก กังวล อาจทำให้เกิดการติดยาและไม่หายจากโรค
โดยทั่วไปการรักษาโรคซึมเศร้าหรือความวิตกกังวลจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี เมื่ออาการดีขึ้น แพทย์จะค่อยๆ ลดปริมาณยาลงจนคนไข้สามารถหยุดยาได้เองและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ ซึ่งคนไข้หลายรายสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงและกลับมาเป็นปกติได้ภายในเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากเริ่มรักษาอย่างถูกวิธี

8. วิธีการรับมือโรคซึมเศร้าขององค์กร
เมื่อพนักงานเริ่มมีอาการซึมเศร้า องค์กรและผู้บริหารควรมีแนวทางปฏิบัติที่เน้นความเข้าใจและสนับสนุนให้พนักงานไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ต้นตอ เพราะโรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายขาด และคนไข้หลายรายสามารถกลับมาทำงานปกติได้ภายในเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากเริ่มรักษา
การให้พนักงานลาออกไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะการรับพนักงานใหม่เข้ามาก็มีโอกาสที่จะพบคนที่มีอาการป่วยได้อีก เนื่องจากสถิติพบว่าคนในวัยทำงานมีปัญหาทางสุขภาพจิตแฝงอยู่จำนวนมาก การรักษาคนเดิมที่เก่งอยู่แล้วให้หายจึงคุ้มค่ากว่าการหาคนใหม่
คำแนะนำสำหรับองค์กรคือ ผู้บริหารควรมี Awareness หรือความตระหนักรู้ในการสังเกตว่าพนักงานคนไหนมีพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป เช่น ทำงานช้าลงผิดปกติ ตกหล่นในรายละเอียด ไม่มีไอเดียในที่ประชุมเหมือนเมื่อก่อน, ดูโทรมลงอย่างรวดเร็ว, ลาป่วยบ่อยขึ้น หรือ พนักงานมีความก้าวร้าวผิดปกติ ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาอาจเป็นสัญญาณของความเครียดสะสมหรืออาการป่วยที่สังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรก