ลมหายใจที่บริสุทธิ์และการตื่นมารับเช้าวันใหม่ด้วยร่างกายที่เปี่ยมพลัง อาจฟังดูเป็นเป้าหมายที่เรียบง่ายในการใช้ชีวิตแต่ถ้าตัดภาพมาในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยมลภาวะ การรักษาคุณภาพชีวิตเช่นนี้กลับกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้ประกาศก้าวสำคัญเพื่อเปลี่ยนนิยามของการดูแลสุขภาพจากการรักษาในยามเจ็บป่วย (Reactive Healthcare) สู่การสร้างระบบนิเวศแห่งชีวิตที่เน้นการป้องกันและการมีสุขภาพดีเชิงรุก (Proactive Healthcare) ผ่านโครงการ WellEra (เวล-เอ-ร่า) บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ใจกลางลุมพินีด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ถ่ายทอดแก่นแท้ความลึกซึ้งของโครงการนี้ว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า BDMS ต้องการหาคำตอบว่าจะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คนเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีได้อย่างไร?
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ได้กล่าวถึงคำสอนที่ได้รับมาจากคุณพ่อซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งว่า “สุขภาพดีไม่ใช่คำอวยพร สุขภาพดีต้องทำเอง ซึ่งหมายถึงสุขภาพดีมาจากไลฟ์สไตล์ สุขภาพดีคือทุกวัน สุขภาพดีคือการกินดี สมองดี ออกกำลังกาย” ปรัชญานี้จึงกลายเป็นรากฐานที่ WellEra นำมาใช้เปลี่ยนผ่านการรักษาแบบเดิมๆ สู่การออกแบบพื้นที่ที่ทำให้สุขภาพดีเกิดขึ้นจริงในทุกวัน
เมื่อมองลึกลงไปในสถิติสุขภาพที่โลกกำลังเผชิญจะพบความจริงว่า ปัจจุบันมนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) อยู่ที่ 71.4 ปี กลับมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) เพียง 61.9 ปีเท่านั้น สำหรับประเทศไทย แม้ตัวเลข Lifespan จะสูงถึง 75.3 ปี ขณะเดียวกันคนไทยต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 10 ปีสุดท้ายของชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยและการพึ่งพาผู้อื่น

บวกกับภัยเงียบอย่างโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กำลังคร่าชีวิตคนไทยถึง 429,600 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 50 คนในทุก 1 ชั่วโมง นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า
“เรามองว่า WellEra คือโครงการแห่งชีวิต หรือ The DNA of World Well-Living เป็นพื้นที่ที่อยากจะให้คนได้มาอยู่ด้วยกันแล้วอายุยืนยาวขึ้น ทั้งทางกายและทางจิต”
โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด และมุ่งหวังที่จะพาประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Wellness Destination of the World เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนอายุยืน ชื่นใจ จากไปอย่างสงบ
ความโดดเด่นของ WellEra คือการผสานองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness เข้ากับ 4 องค์ประกอบหลักอย่างไร้รอยต่อ ได้แก่ Wellness Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ, BDMS Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก, Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ และ Lifestyle Retail พื้นที่สร้างคอมมูนิตี้คุณภาพ

ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “BDMS Wellness Clinic 6S+ Strategy : The Science of Living Well” ซึ่งต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตามหลัก Scientific Wellness และเวชศาสตร์วิถีชีวิตที่ดูแลตั้งแต่การนอนหลับ (Sleep), ความแข็งแรง (Strong), จิตใจ (Soul), เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart), การปฏิสัมพันธ์ (Social) ไปจนถึงการยืดอายุขัย (Span) ซึ่งเป็นรากฐานในการออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาวะ ตั้งแต่การนอนหลับ การดูแลสุขภาพกายและใจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิต การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการมีอายุยืนอย่างแข็งแรงและมีสุขภาวะที่ดี
นายแพทย์ตนุพล อธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สุขภาพของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดจากพันธุกรรมหรือการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากสภาพแวดล้อมและรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยเฉพาะ “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้เวลามากกว่า 1 ใน 3 ของชีวิต
WellEra จึงนำมาตรฐานการพัฒนาอาคารชั้นนำระดับโลกมาเป็นรากฐานในการออกแบบและพัฒนาโครงการ ตั้งแต่ LEED Gold ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม Fitwel 3-Star ที่ส่งเสริมสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร และ WELL Platinum ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขภาวะที่พัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เพื่อประเมินว่าสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบสามารถส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยแนวคิด 6S+ Surrounding หรือวิทยาศาสตร์แห่งการอยู่อาศัยที่ต่อยอดจากงานวิจัยที่ระบุว่า มนุษย์ใช้เวลากว่า 90% ของชีวิตภายในอาคาร หายใจกว่า 20,000 ครั้งต่อวัน และใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ WellEra จึงนำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบสภาพแวดล้อม ตั้งแต่อากาศ (Air) น้ำ (Water) แสง (Light) เสียง (Sound) ไปจนถึงอุณหภูมิและความชื้นภายในอาคาร (Thermal) เพื่อให้ที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้

อากาศ (Air) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผ่านมาตรฐานอากาศเพื่อสุขภาพ อากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ งานวิจัยในระดับสากลระบุว่า การสัมผัสฝุ่น PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในระดับสูงอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง คุณภาพการนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว
WellEra จึงนำแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพอากาศทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้ในการออก แบบโครงการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี พร้อมด้วยระบบกรอง PM 2.5 สูงถึง 95% ในระดับ MERV-14 (Minimum Efficiency Reporting Value) มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อโรคได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
น้ำ (Water) คุณภาพน้ำที่ดี จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ยั่งยืน งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลกระทบของสารปนเปื้อนที่อาจพบในแหล่งน้ำมากขึ้น ทั้งการตรวจพบไมโครพลาสติกสะสมในคราบไขมันที่อุดตันหลอดเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction: MI) และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รวมถึงการได้รับสารพลอยได้จากน้ำใช้ เช่น สารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes: THMs) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น
WellEra จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้รับน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับทั้งการอุปโภคและบริโภค โดยน้ำสำหรับการอุปโภคผ่านระบบกรอง Carbon Filtration และ UV เพื่อลดสิ่งปนเปื้อน ขณะที่น้ำดื่มได้รับการกรองระบบพิเศษเพิ่มเติมเพื่อจัดการไมโครพลาสติกและสิ่งเจือปนขนาดเล็กต่างๆ สะท้อนแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เริ่มต้นจากรายละเอียดใกล้ตัว
แสง (Light) ปัจจัยสำคัญต่อนาฬิกาชีวภาพและคุณภาพการนอนหลับ แสงไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้ความสว่าง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ซึ่งส่งผลต่อการนอนหลับ ความตื่นตัว อารมณ์ และความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม ทั้งนี้จากงานวิจัยยังพบว่าการได้รับแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอในช่วงกลางวันช่วยเพิ่มสมาธิ กระตุ้นการสร้างเซโรโทนิน หรือ “ฮอร์โมนแห่งความสุข” และส่งผลดีต่ออารมณ์ ขณะที่การลดความเข้มของแสงในช่วงเย็นและการนอนในสภาพแวดล้อมที่มืดอย่างเหมาะสม ช่วยสนับสนุนการหลั่งเมลาโทนินและคุณภาพการนอนหลับ
WellEra จึงนำแนวคิด Circadian-Friendly Light Design มาใช้ในการออกแบบแสงในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีระบบ Daylight Balance Without Fatigue โดยควบคุมค่า UGR (Unified Glare Rating หรือดัชนีวัดความแยงตาจากแสงสว่าง) อยู่ที่ 16 หรือต่ำกว่า เพื่อให้ทุกพื้นที่เข้าถึงแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับจังหวะการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย
เสียง (Sound) ความเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพการพักผ่อน เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน (Night-time Noise) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว โดยงานวิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของระดับเสียงรบกวน 10 เดซิเบล (dB) อย่างต่อเนื่องในบริเวณที่พักอาศัย อาจกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียดและทำให้หลับลึกน้อยลง ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้นแม้ในขณะนอนหลับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 27% การออกแบบทุกองค์ประกอบของ
WellEra จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบด้าน Acoustic Engineering ผ่านการติดตั้ง High Performance Wall ที่มีมาตรฐาน STC-60 (Sound Transmission Class) ช่วยลดเสียงรบกวนจากภาย นอกได้สูงสุดถึง 60 เดซิเบล (dB) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน การนอนหลับ และการใช้ชีวิตในทุกวัน
อุณหภูมิและความชื้น (Thermal) สมดุลของสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดี งานวิจัยพบว่าสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะอาคารเป็นพิษ (Sick Building Syndrome: SBS) และเอื้อต่อสุขภาพโดยรวม ขณะที่ความชื้นที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อโรคในอากาศ โดยความชื้นต่ำกว่า 40% เอื้อต่อการอยู่รอดของไวรัส และความชื้นสูงกว่า 60% เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
WellEra จึงออกแบบระบบควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในระดับสบายตัวที่ 50 - 65% RH (Relative Humidity) ตามมาตรฐาน ASHRAE (มาตรฐานภาวะแวดล้อมเพื่อความสบายของมนุษย์) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สบายต่อการอยู่อาศัย พร้อมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อราและสิ่งปนเปื้อนที่อาจส่งผล กระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

นวัตกรรมเหล่านี้ทำงานควบคู่ไปกับหัวใจสำคัญที่เรียกว่า Healthcare Humanware Supported by BDMS ซึ่งเป็นการนำความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และพยาบาลกว่า 15,000 คน มาดูแลผู้พักอาศัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบรองรับเหตุฉุกเฉินระดับสากลทั้งรถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย
ยิ่งไปกว่านั้น WellEra ยังได้ร่วมมือกับ Capella Hotel Group เพื่อพัฒนา Capella Residences Bangkok at WellEra ที่อยู่อาศัยแบรนด์ Capella แห่งแรกในไทย เพื่อยกระดับการบริการระดับลักชัวรี่ให้หลอมรวมเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล

นายแพทย์ตนุพลได้ขยายความถึงการผนึกกำลังครั้งนี้ไว้ว่า “Health is the new luxury. เพราะตราบใดที่เราไม่ป่วย เราไม่มีอะไร เราไปหาใหม่ได้ แต่ถ้าเราสุขภาพไม่ดี เราอาจไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลย”
จากการทำรายได้รวมกว่า 113,272 ล้านบาท ในปี 2568 ของ BDMS ที่มีรายได้จากส่วนงานเวลเนสสูงถึง 12% เป็นเครื่องยืนยันว่าความต้องการด้าน Scientific Wellness ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
WellEra จึงเปรียบเสมือนการส่งต่อต้นแบบเมืองสุขภาพที่มุ่งเน้นการลดอัตราการเกิดโรค NCDs ให้ได้ถึง 1 ใน 3 และยืดช่วงเวลาแห่งความสุขให้คนไทยก้าวสู่เป้าหมาย Healthspan 75 ปี เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักว่า ทรัพย์สินที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตคือการได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกท่วงทำนองของลมหายใจ