“ตลาดชาเขียวกัมพูชาและลาวเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความคุ้นชินและชื่นชอบตราสินค้าจากไทย การเข้าไปทำตลาดของโออิชิ กรีนทีมีการปรับให้สอดคล้องกับประเทศนั้นๆ เช่น กัมพูชาที่มีศักยภาพการเติบโตสูง มีกำลังซื้อสูงจึงขยายช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมส่งไซส์ 500 มล.เข้าไป และพัฒนาด้วยรสชาติใหม่ โออิชิ รสทับทิม ซึ่งเป็นผลไม้ที่ชาวกัมพูชาชื่นชอบ ตลอดจนการใช้สื่อทีวีและดิจิตอลควบคู่กัน ส่วนใน สปป.ลาว นั้น จะรุกตลาดต่อเนื่องด้วยการใช้กลยุทธ์ Product Innovation ส่งโออิชิองุ่นเคียวโฮนำร่องทำตลาด และทำแคมเปญเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นเป็นหลักสำหรับในปีนี้โออิชิยังมองถึงการขยายฐานเข้าไปในเมียนมาอีกด้วย”
ก่อนหน้าที่จะมีการเติบโตที่ดีนั้น โออิชิ เริ่มชิมลางการทำตลาดในรูปแบบของ “เทรดดิ้ง” ตามแนวชายในประเทศที่มีพรมแดนติดกับบ้านเราอย่าง สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ก่อนที่จะมีการตั้งทีมงาน International Commercial Team เพื่อทำตลาดส่งออกที่จะมีการเข้าไปทำกิจกรรมการตลาดสนับสนุนการขายในแต่ละประเทศอย่างจริงจัง ทำให้ตลาดส่งออกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2014 ที่มีสัดส่วนประมาณ 2% ของยอดขายรวม เพิ่มเป็น 10% ในปีที่ผ่านมา และ 20% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561
“กัมพูชา เป็นตลาดที่กำลังเปิด ทำให้สินค้าไปได้ดี โดยผู้บริโภคที่นั่นจะเปิดรับทุกอย่าง ซึ่งเราจะมีการปรับใช้กลยุทธ์ให้เข้ากับผู้บริโภคในพื้นที่อย่างการทำเรื่องของแพ็กไซส์ และราคาที่เหมาะสมกับช่องทางขาย รวมถึงการทำกิจกรรมในรูปของคอนเสิร์ต และการทำโปรโมชั่นแคมเปญเพื่อสนับสนุนการขายซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนใน สปป.ลาว ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชีวิตเรียบง่ายกว่า ไม่เร่งรีบเหมือนในกัมพูชา จึงเน้นในเรื่องของแบรนด์ ที่มีการทำเรื่อง Brand Value Proposition มีโออิชิ ชีวิตโอจัง รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในด้านของตัวสินค้า พร้อมกับใช้ในเรื่องของดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งเพื่อเข้าถึงพวกเขา”
การเติบโตที่ดีในตลาดกัมพูชา และสปป.ลาว ทำให้โออิชิ มองถึงการขยายฐานเข้าไปทำตลาดในประเทศเมียนมา และเวียดนาม อย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างการเติบโตของยอดขายในตลาดต่างประเทศ แน่นอนว่า จะมีการ Synergy กับบริษัทในเครือเพื่อช่วยสนับสนุนการทำตลาด อย่างในเมียนมา การทำตลาดส่วนหนึ่งจะใช้บริษัท F&N เข้ามาเป็นช่วยในการทำตลาด ขณะที่ในเวียดนาม มีบริษัทจัดจำหน่าย และร้านคอนวีเนียนสโตร์ในเครือเป็นฐานสนับสนุนชั้นดี
ถือเป็นการสร้างการเติบโตในภาวะที่ตลาดชาเขียวในประเทศไม่ดีนัก