2. Brand Purpose
Brand Purpose ที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจนั้น คือ การเติบโตไปพร้อมๆ กับสังคมรอบข้างทุกมิติที่สตารบัคส์เข้าไปทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำอย่างแหล่งรับซื้อกาแฟมาจนถึงปลายน้ำอย่างชุมชนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม
ในส่วนของการซื้อกาแฟ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติได้ช่วยพัฒนาแนวปฏิบัติในการรับซื้อโดยยึดหลักการรับซื้อกาแฟอย่างมีจริยธรรม
สตาร์บัคส์ใช้แนวปฏิบัติที่เรียกว่า Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) Practices ซึ่งช่วยให้ชาวไร่กาแฟสามารถเพาะปลูกกาแฟได้ดียิ่งขึ้น ทั้งต่อตัวเองและต่อโลก C.A.F.E. Practices ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ที่สามารถใช้ชี้วัดมาตรฐาน 4 ประการ คือ
1.คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (ข้อกำหนด): กาแฟที่ผลิตทั้งหมดต้องตรงตามมาตรฐานคุณภาพสูงของสตาร์บัคส์
2.ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางเศรษฐกิจ (ข้อกำหนด): การปฏิบัติงานต้องมีความโปร่งใส ซัพพลายเออร์ต้องส่งหลักฐานการชำระเงินในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตและจัดส่งกาแฟ เพื่อแสดงว่าเงินที่สตาร์บัคส์ได้จ่ายเพื่อซื้อกาแฟสด (ที่ยังไม่ได้คั่ว) นั้นถึงมือชาวไร่เป็นจำนวนเท่าใด
3.ความรับผิดชอบต่อสังคม (ประเมินโดยผู้ตรวจสอบภายนอก): มีการใช้มาตรการต่างๆ ที่ได้รับการประเมินโดยผู้ตรวจสอบจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพการทำงานนั้นปลอดภัยและเป็นธรรม รวมถึงมีการปกป้องสิทธิ์ของคนงานและจัดหาที่อยู่อาศัยที่มีสภาพเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดแบบบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้านค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานเด็ก และการบังคับใช้แรงงาน
4.ความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม (ประเมินโดยผู้ตรวจสอบภายนอก): มีการใช้มาตรการในการจัดการของเสีย การรักษาคุณภาพน้ำ การรักษาทรัพยากรน้ำและพลังงาน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดการใช้สารเคมีในการเกษตร
ในประเทศไทย สตาร์บัคส์ ได้เข้าไปช่วยเหลือชาวเขาในภาคเหนือเพื่อพัฒนาการปลูกกาแฟให้ได้มาตรฐานมาตั้งแต่ปี 2003 นอกจากนี้แล้วสตาร์บัคส์ยังรับซื้อกาแฟที่ผ่านเกณฑ์การรับซื้อของสตาร์บัคส์เพื่อนำมาผลิตเป็นกาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์
ทุกวันนี้ กาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ ก็ยังมีวางจำหน่ายในร้านสตาร์บัคส์ รวมถึงยังมีการส่งออกไปวางจำหน่ายในอีกหลายๆ ประเทศ โดยรายได้ 5% ที่ได้จากการจำหน่ายม่วนใจ๋ เบลนด์จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนชาวไร่กาแฟอีกทีหนึ่ง
ในวันที่สตาร์บัคส์ฉลองครบรอบ 15 ปี สตาร์บัคส์ได้เพิ่มดีกรีการส่งต่อ Brand Purpose ที่ต้อง การให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น ด้วยการเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) ขึ้นที่สาขาหลังสวน ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นร้าน Community Store แห่งแรกนอกประเทศสหรัฐอเมริกาโดย มร.โฮเวิร์ด ชูลท์ซ ประธานบริษัท ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เดินทางมาเปิดร้านด้วยตัวเอง
ที่ร้านแห่งนี้ สตาร์บัคส์จะมอบรายได้ 10 บาท จากการจำหน่ายเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ทุกแก้ว ให้แก่ชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของประเทศไทย
ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมสตาร์บัคส์ก็มีการพัฒนาร้านด้วยการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการนำเอากากกาแฟที่เหลือใช้มาทำโต๊ะในร้านสตาร์บัคส์กว่า 100 สาขา รวมไปถึงทำถาดและที่รองแก้วในร้าน Reserve