ตามเป้าหมายที่กลุ่มมาลีวางไว้ให้นั้น เอ็มเอเอส จะต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมอย่างน้อยๆ ปีละ 3 – 4 นวัตกรรม ซึ่งจะออกมาในรูปของการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือการขายไลเซ่น และ Ingredients ต่างๆ ให้กับผู้ผลิตเพื่อนำไปผลิตต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งรุ่งฉัตร บอกว่า การทำในส่วนของ Ingredients สามารถทำรายได้ให้กับกลุ่มมาลีได้ดีกว่า เพราะสามารถขายเป็นบิ๊กล็อตได้
ขณะที่หากพัฒนาเป็นตัวผลิตภัณฑ์ จะมีเรื่องของต้นทุนในการสร้างแบรนด์หรือทำตลาด ซึ่งสินค้าที่มีการนำนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการส่งออกเพื่อทำตลาดในประเทศที่ Develop แล้ว เพราะผู้บริโภคของประเทศในกลุ่มดังกล่าวมีความเข้าใจในสิ่งที่ทำ และพร้อมที่จะควักเงินที่มีจำนวนค่อนข้างสูงกว่าสินค้าทั่วไป เพื่อแลกกับสินค้าที่เขามองเห็นว่ามีนวัตกรรมที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องของเฮลท์ & เวลเนส ให้กับพวกเขา
สำหรับสินค้าตัวแรกที่ถูกส่งเข้าตลาดในการเปิดตัวเอ็มเอเอสก็คือ น้ำส้มสายชูหมักจากน้ำมะพร้าว 100%เป็นภายใต้แบรนด์วินติโค ซึ่งเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แรกของเอ็มเอเอสที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจัดการวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น น้ำมะพร้าวส่วนเกินจากการผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มเนื่องจากระยะเก็บเกี่ยวหรือความหวานที่ไม่เป็นไปตามกำหนด อาจส่งผลต่อรสชาติ จึงได้นำวัตถุดิบดังกล่าวมาผ่านกระบวนการวิจัยขั้นสูงและพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้รางวัล ชนะเลิศอันดับ 2 จากงาน World Food Innovation Awards 2018 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และรางวัล SIALInnovation จากงาน SIAL Expo 2018 สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มีความยอดเยี่ยมด้านคุณภาพและการคิดค้นนวัตกรรมที่โดดเด่น โดยสินค้าตัวนี้จะเน้นที่ตลาดส่งออกในสัดส่วนถึง 80% ขณะที่การทำตลาดในประเทศจะมีสัดส่วนประมาณ 20% เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มน้ำส้มสายชูหมักที่ผลิตจากวัตถุดิบอื่นๆ
นอกจากวินติโคแล้ว ในปีนี้ ยังมีแผนที่จะออกนวัตกรรมใหม่อีก 3 – 4 ตัว ซึ่งจะเป็นจำนวนนวัตกรรมที่จะนำเสนอให้กับตลาดในแต่ละปี โดยในปีแรกนี้กลุ่มมาลีมองถึงการสร้างรายได้ประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ Cover ต้นทุนที่ใช้ในการวิจัย และพัฒนาในแต่ละปี
“ธุรกิจฟู้ด & เบฟเวอเรจ จะมีมาร์จิ้นค่อนข้างบางมาก โดยเฉพาะตัวที่มีความเป็นคอมมอดิตี้ โปรดักต์ ซึ่งนวัตกรรมจะเข้ามาช่วยทะลายกำแพงของการทำธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ ให้หมดไป เพราะการเปิด เอ็มเอเอส ในครั้งนี้ จะเป็นการเข้าไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่มีแวลู่ หรือมีมาร์จิ้นที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม Core Business ของกลุ่มมาลียังคงเป็นธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่ม แต่ในสเตปจากนี้ไป จะมีเรื่องของนวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เข้ามาเป็น 1 ในตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญของเรา” รุ่งฉัตร กล่าวสรุปทิ้งท้าย