5 เหตุผล
ทำไมโออิชิถึงไม่ตัน
ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นของโออิชินั้น ไม่ใช่แค่เพิ่งมาแรงในไตรมาสนี้ แต่มีแรงส่งมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ที่โออิชิเริ่มมีความลงตัวในเรื่องของการดำเนินกลยุทธ์การตลาด ที่ออกมาในรูปของ
1.กลยุทธ์ Synergy ระหว่างบริษัทในเครือไทยเบฟ เริ่มเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกับการใช้เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยในการกระจายสินค้า การมีโปรดักต์แชมเปี้ยนในเครืออยู่หลายตัว รวมถึงเอเย่นต์ และระบบกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งเข้ามาช่วยทำให้สินค้าโออิชิเบียดเข้าไปในช่องทางขาย โดยเฉพาะในช่องทางขายในรูปแบบเดิมได้เป็นอย่างดี
2.โออิชิมีการปรับกลยุทธ์ในเรื่องของเอสเคยูของสินค้าจากเดิมที่มีมากกว่า 136 เอสเคยู ในทุกรสชาติ ทุกไซส์ เหลือเพียง 70 กว่าเอสเคยูเท่านั้น เพื่อให้สามารถจัดการทำตลาดและบริหารช่องทางจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม โดยช่องทางขายผ่านร้านชำ จะมีไซส์ยอดนิยมอย่าง 380 มล.เป็นตัวชูโรง และไปได้ค่อนข้างดีในตลาด เพราะตรงกับพฤติกรรมการดื่ม และราคาที่สามารถควักซื้อได้ง่าย
3.สร้างผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งตัวใหม่ๆ ให้ติดตลาดได้อย่างรวดเร็ว อย่างตัวโออิชิ ฟรุตที ที่เข้ามาช่วยขยายฐานการดื่มในกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นการเข้าถึง 2 แอเรียของตลาดเครื่องดื่มคือทั้งชาเขียว และน้ำผลไม้ ทำให้สามารถขยายฐาน และดึงคนดื่มรุ่นใหม่ๆ เข้ามาแทนที่คนดื่มหน้าเดิมๆ ที่เคยดื่มชาเขียวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และเริ่มออกจากตลาดไปได้อย่างลงตัว
4.ชาผลไม้ที่เปิดตัว มีผลิตภัณฑ์ที่ “บิงโก” อย่างโออิชิ องุ่นเคียวโฮ ที่ผสมวุ้นมะพร้าว ซึ่งเกนส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังบีบให้คู่แข่งต้องเปิดตัวสินค้าในแบบเดียวกันตามเข้ามาในตลาด แม้ในปีที่แล้ว โออิชิ กรีนที จะมีสัดส่วนรายได้ 63% ส่วนโออิชิฟรุตที มีสัดส่วน 17% แต่ตัวฟรุตทีก็ยังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง
5.การ Synergy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทในเครือ แต่ยังรวมถึงการจับมือร่วมกันทำตลาดกับพันธมิตรนอกเครือด้วย อย่างการทำโปรโมชั่นในหน้าร้อนที่ผ่านมา โออิชิจับมืออย่างเหนียวแน่นกับรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของของรางวัลที่แจก โดยโออิชิ ได้เครือข่ายจัดจำหน่ายของยามาฮ่าเข้ามาช่วยโปรโมท และผลักดันแคมเปญโปรโมชั่นที่ว่านี้ด้วย
ทั้งหมดนั้น เป็นปัจจัยสนับสนุนที่ตอบคำถามได้ดีว่า แม้ตลาดชาเขียวจะเติบโตลดลง แต่โออิชิก็ยังไม่ตัน.....