ระบบขับเคลื่อน e-POWER (อี-เพาเวอร์)
เทคโนโลยีที่ถือเป็นเอกสิทธิ์ของนิสสัน เปิดตัวในปี พ. ศ. 2560 มีความแตกต่างจาก ระบบขับเคลื่อน ที่ใช้ไฟฟ้า 100% เครื่องยนต์ e-POWERมีส่วนประกอบสองส่วนคือ มอเตอร์ไฟฟ้า และ เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็ก ซึ่งเครื่องยนต์สันดาปภายในจะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้า ให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อต้องการใช้พลังงาน โดยระบบขับเคลื่อนแบบนี้ไม่ต้องใช้การประจุไฟฟ้าจากสถานีชาร์จภายนอก
สำหรับข้อดีของ ระบบขับเคลื่อน e-POWER คือมีการปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบขับเคลื่อนอี-เพาเวอร์ ให้ความเงียบมากกว่า มีการสั่นสะเทือนที่น้อยกว่า และไม่ต้องพึ่งพาสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ e-Pedal ที่ผู้ขับขี่สามารถออกรถ เร่ง และลดความเร็ว ได้โดยใช้เพียงแป้นเหยียบเดียวในการขับขี่
ระบบขับเคลื่อน e-POWER ได้ถูกวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ใน นิสสัน โน้ต (Note) และ เซเรนา (Serena) โดยมีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ดีกว่าเครื่องยนต์แบบเดิมถึง 30% นิสสันยังประกาศอีกว่า จะนำเทคโนโลยี e-POWER นี้บรรจุในรถนิสสันรุ่นยอดนิยม รุ่นอื่นๆ อีกด้วย
ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด (Conventional Hybrid)
รถยนต์แบบไฮบริดจะมีสองส่วนหลักๆ นั่นก็คือ มอเตอร์ไฟฟ้าและ เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งสองแหล่งพลังงานมาพร้อมกับแบตเตอรี เมื่อมีการใช้งานระบบไฮบริด เครื่องยนต์จะเปลี่ยนโหมดมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะที่รถเริ่มเคลื่อนตัวจากหยุดนิ่ง
ทั้งนี้การทำงานของพลังงานที่นำมาใช้ในระบบขับเคลื่อนจะขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น พลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ สภาพถนน หรือรูปแบบการขับขี่ มอเตอร์ไฟฟ้าในระบบนี้จะทำให้รถมีความเร็วได้ถึงประมาณ 40ไมล์ หรือ ประมาณ 60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ซึ่งหลังจากนั้น เครื่องยนต์สันดาปภายในจะเข้ามาเสริมการทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า
ซึ่งประโยชน์ของระบบขับเคลื่อนนี้ ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงที่ประหยัดขึ้น มีการปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน และยังให้ประสิทธิภาพและพละกำลังที่มากขึ้น โดยปัจจุบันระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดของนิสสันถูกติดตั้งในรถยนต์เอนกประสงค์ รุ่นยอดนิยมอย่างเอ็กซ์เทรล ไฮบริด
(X-Trail Hybrid) ซึ่งมีปริมาณการปล่อยมลพิษน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบที่ใช้น้ำมันเบนซินทั่วๆไปกว่า 28.8%