ฮอนด้าเปิดใหม่บ้าน ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท ไบเทค บางนา “พิทักษ์ พฤทธิสาริกร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเปิดใจหลายประเด็น ตั้งแต่เหตุและผลของการย้ายบ้าน อัพเดทตัวเลขยอดขาย จนถึงอนาคตตลาดรถยนต์ไฮบริดในเมืองไทย
ขึ้นตึกลงตึกจากเหตุต้มยำกุ้ง
ย้อนกลับไปก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง สำนักงานใหญ่ของฮอนด้า ออโตโมบิล อยู่อาคารสารสิน ในขณะที่เอพี ฮอนด้า อยู่อาคารโอบายาชิ แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ทำให้พวกเราต้องลงจากตึกไปอยู่โกดัง ที่บางนา เพราะเอพี ฮอนด้า ย้ายมาอยู่อาคารสารสินแทนเรา
การย้ายที่ทำงานลงจากตึกครั้งนั้น เราคิดเป็นการย้ายชั่วคราว และคิดว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา เราก็จะย้ายสำนักงานขึ้นตึกใหม่อีกครั้ง แต่ความคิดที่จะการย้ายชั่วคราวนั้น กลายเป็นว่าอยู่ไปอยู่มานานถึง 20 ปี เพราะระหว่างทางนั้นมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมาเป็นระยะ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลก และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้น่ะครับ ทำให้การย้ายสำนักงานกลายเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ Majority หลักของเรา แล้วเผอิญว่าการแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นจากสำนักงานที่เราเรียกว่าดกดังก็ได้ทำให้เรามีผลประกอบการที่ดีขึ้น และสร้างสถิติใหม่ให้กับเราอย่างการขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งรถยนต์นั่งของไทย ในที่สุดเมื่อทิศทางการทำงานดีขึ้นเป็นลำดับ ก็เลยเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะย้ายสำนักงานขึ้นมาอยู่บนตึกอีกครั้ง ซึ่งเจ้าของที่ดินของสำนักงานเก่า และอาคารภิรัช ทาวเวอร์ บางนา ก็เป็นเจ้าของเดียวกันด้วย
บ้านใหม่รับการทำงานยุคใหม่
การย้ายสำนักงานใหม่ยังเป็นโอกาสที่ดีในการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพิ่ม Space ให้มากขึ้น ด้วยแนวคิดการทำงานยุคใหม่ การออกแบบเป็นไปตามหลักการของฮอนด้า คือเรียบง่ายแต่ทันสมัย ไม่เน้นหรูหรา นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์การทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม หลักๆ แล้วเราออกแบบที่นั่งออกเป็น Fix กับ Non-Fix แผนกไหนที่ต้องไปเจอลูกค้า ไม่ได้เข้าออฟฟิสมาบ่อยๆ ก็จะนั่งที่ไหนก็ได้ แต่แผนกที่ต้องต้อนรับลูกค้า ก็จะมีที่นั่งประจำ แล้วเรายังเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางที่เรียกว่า Dream Space ไว้เป็นที่ที่ให้พนักงานเข้ามาพบปะพูดคัยหรือประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยสรุปแล้วเราพยายามเน้นการออกแบบที่มีฟังก์ชั่น แต่ยืดหยุ่นพอที่เอื้อต่อการสร้าง Inspiration และ Maximize ให้การทำงานมี Efficiency สูงสุด
อัพเดทยอดขายไม่แม้แรงแต่ไปได้เรื่อยๆ
สำหรับตัวเลขยอดขายครึ่งปีแรกนั้น มีทั้งหมด 59,838 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งตลาด 21.1% ครองอันดับ 1 ใน 4 เซ็กเมนต์หลัก ได้แก่ ซับคอมแพคท์ (ซิตี้ และแจ๊ซ) คอมแพคท์ (ซีวิค และซีวิค แฮทช์แบ็ก) แฟมิลี่ (แอคคอร์ด และแอคอคร์ด ไฮบริด) และเอสยูวี (บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ปีนี้ตั้งยอดขาย 126,000 คัน
ถ้าดูแล้วจะเห็นว่ายอดขายในครึ่งปีแรกยังไม่ร้อนแรงมากนัก ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพราะอย่าลืมว่าปีที่แล้วเป็นปีที่เราออกโมเดลใหม่ออกมาเยอะมาก ผิดกับปีนี้ที่เป็นช่วงที่เราว่างเว้นการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ เลยเป็นธรรมดาที่ยอดขายเราไม่หวือหวามากนัก ถ้าคิดในอีกนึง ผมค่อนข้างพอใจว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีรถรุ่นใหม่ออกมาเท่าปีที่แล้ว เราเรายังขายรถได้เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าคู่แข่งจะออกโมเดลใหม่ออกมา แต่ยอดขายรถแต่ละรุ่นของเราไม่ตกลงเลย นั่นแปลว่าเราไม่ได้รับผลกระทบ ในขณะที่เราเพิ่งเปิดตัวฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเวลาแค่หนึ่งเดือนหลังเปิดตัวก็มียอดจองกว่า 4,000 คัน และถึงแม้ว่ารถเอสยูวีจะมี New Player เพิ่มมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายเราตก จากยอดขาย 4,000 คันแสดงว่าลูกค้ารอซื้อรถเรา เพียงแต่ผมคิดว่าการที่มี New Player มากขึ้นมันทำให้ตลาดเอสยูวีโตขึ้นต่างหากจากภาพรวมมีสัดส่วน 13% เพิ่มขึ้นเป็น 17% ของตลดา Passenger Car แต่เรารับรองว่าก่อนสิ้นปีฮอนด้าจะเปิดตัวรถโมเดลใหม่ออกมาอีกแน่นอน