3. กาแฟสำเร็จรูปถูกกาแฟสดรุกล้ำ
ตลาดกาแฟในบ้านเรา Nescafe นั้นเป็นเจ้าตลาดมานานแล้ว ผ่าน 3 โปรดักต์แชมเปี้ยนในตลาดกาแฟสำเร็จรูป คือ Nescafe Blend and Brew ในตลาด 3 in 1, Nescafe Red Cup และ Nescafe Gold ในตลาดกาแฟสำเร็จรูป ส่วนในตลาดกาแฟพรีเมียม Nescafe ก็ยังมี Nespresso ที่ทำตลาดอยู่ (ทั้ง 2 แบรนด์เป็นหน่วยธุรกิจของเนสท์เล่ แต่มีโครงสร้างการบริหารแยกกันจากบริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย)
แต่ด้วยพฤติกรรมการดื่มกาแฟที่พัฒนาขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ย่อมส่งผลกับตลาดกาแฟสำเร็จรูปทั้งตลาด ไม่ใช่แค่ Nescafe เพียงแต่ว่าเนสกาแฟนั้นเป็นเจ้าตลาดเกือบทุกเซ็กเม้นต์นั่นเอง
4. ฉายภาพ Coffee Ecosystem
ในตลาดโลก Nescafe มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกาแฟแบบครบวงจร หรือทำเป็น Ecosystem มานานแล้ว ไล่มาตั้งแต่การเข้าไปสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกกาแฟ, ผลิตกาแฟทั้งสดและสำเร็จรูป รวมถึงยังมีการพัฒนาเครื่องชงกาแฟทั้งแบบ Espresso Machine และแบบแคปซูลอีกด้วย เพียงแต่ที่ผ่านมาเนสท์เล่ ประเทศไทย จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในส่วนของกาแฟสำเร็จรูปมากเป็นพิเศษเท่านั้นเอง ดังนั้นการขยายตลาดโดยมาเปิดไลน์กาแฟสดจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดสำหรับค่ายเนสท์เล่
แต่ที่เนสท์เล่ต้องทำในช่วงเวลานี้ก็เพื่อสลัดภาพกาแฟสำเร็จรูปที่คนจดจำมานาน และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ว่า เนสท์เล่มีสินค้าในไลน์ของกาแฟแบบครบวงจร
5. โชว์คุณภาพและนวัตกรรม
ในส่วนของ Product ที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ ทางเนสท์เล่ ประเทศไทย เลือกนำเข้าเมล็ดกาแฟอาราบิก้าชั้นดีนำเข้าจากโคลอมเบีย 100% คั่วในระดับปานกลางเพื่อเน้นอโรม่าและรสชาติอย่างเต็มที่
พร้อมกันนี้ยังได้มีการเพิ่มไลน์เครื่องดื่มอื่นๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นกาแฟไนโตรเจนที่เสิร์ฟจากแท็บ หรือซิกเนเจอร์เมนูของร้าน ได้แก่ ชากาแฟ, คาเฟ่โมฮิโต้ และลาเวนเดอร์บลิส รวมถึงยังมีการจับมือกับ มร.ซาวาดะ ฮิโรชิ บาริสต้าชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นแชมป์ลาเต้อาร์ตระดับโลก ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Sawada Coffee ในการครีเอทเมนู Tokyo Express กาแฟผสมชาเขียวมัทฉะ และส้มยูสุ เพื่อมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟฟิวชั่นสไตล์ญี่ปุ่นให้กับคอกาแฟชาวไทย
เรียกว่างานนี้เป็นการโชว์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเต็มที่