Q : จังหวะก้าวนับจากนี้ของ Hubba เป็นอย่างไร ?
A: ผลประกอบการของเรา ตอนนี้บริษัทกำไรแล้ว และขยายใหญ่ขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่าทุกปี แต่ ณ ตอนนี้ เราก็อยากจะโตแบบก้าวกระโดด เพราะเราระดมทุนมาไม่เยอะ ครั้งสุดท้ายปี 2015
มี 500 tuk tuk 500 durian 500 startup ของคุณกระทิง มี Fund ของ Golden Gate Venture กับ Major Partner จากสิงคโปร์ มีทิวา ยอร์ค CEO ของขายดี พี่ต๊อบ เถ้าแก่น้อย คนเหล่านี้มาซัพพอร์ตเรา พี่ๆเหล่านี้ เขาชอบงานที่เราทำ เขาชอบที่เราช่วยสังคม แต่เขาก็อยากให้เราโตด้วย หวังว่าจะมีข่าวดีในปีนี้ว่า Hubba จะโตแบบก้าวกระโดด
จริงๆ โตแบบเรา ก็โตเรื่อยๆ อยู่แล้ว ในเมืองไทย ตอนนี้ มี Coworking Space แค่ 100,000 ตารางเมตร มีพื้นที่สำนักงานให้เช่า 9 ล้านตารางเมตร ในอีก 3-5 ปี จะมีอีก 1 ล้านตารางเมตร ตั้งแต่สามย่านมิตรทาวน์ เดอะพาร์ค วันแบงค็อก ดุสิต เซ็นทรัล ยันทรีซีโร่พาร์ค ไปได้หมดเลย
ในความคาดการณ์ของเรา ถ้าในอีก 5 ปี Conservatively หรือขั้นต่ำ เราคิดว่า ไม่ต่ำกว่า 5% ของจำนวนพื้นที่ออฟฟิศทั้งหมด ก็คือ 100,000 ตารางเมตร จะเป็น 500,000 ตารางเมตร
แต่เราว่าแนวโน้มจะมีประมาณ 15% ของพื้นที่ทั้งหมด ถ้าเป็น 15% ก็จะเป็นหลักล้านตารางเมตร
มีทั้งออฟฟิศที่สร้างใหม่ที่มี Coworking Space มีทั้งออฟฟิศที่ทั้งตึกเป็น Coworking Space
มีทั้งสำนักงาน อย่างล่าสุดเราเห็นกรุงศรี และหลายๆ ออฟฟิศ เปลี่ยนออฟฟิศตัวเองเป็น Coworking Space เราเห็นห้างอย่างสยามภิวัฒน์ ห้างอย่างเซ็นทรัล หน่วยงานต่างๆ นานา อยากเปลี่ยนเป็น Coworking Space
ปั๊มน้ำมัน ร้านกาแฟก็อยากเป็น Coworking Space ทุกที่สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่นั่งกินกาแฟ นั่งรอแฟน ภรรยา ช้อปปิ้ง และก็มาทำงานก็ได้
แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เป็นแค่ที่นั่งทำงาน มันไม่ได้เป็น Coworking Space
เพราะ Coworking คือ ต้องมี Community ต้องมีกลุ่มคนที่มีความคิดความอ่าน มีไลฟ์สไตล์ มีความต้องการอยากจะมาเจอกัน มีไอเดีย มี Passion บางอย่าง ต้องมีอะไร In Common เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นคนที่ไหนก็ได้มานั่งด้วยกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งร้านกาแฟ คุณก็นั่งกันไปไม่ต้องคุยกัน
ถ้ามาเป็น Community แล้ว เกิด Collaboration เกิดการแชร์ ประสบการณ์ พูดคุย มีไอเดียใหม่ๆ มีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ช่วยกัน ตั้งบริษัทด้วยกัน ทำงานด้วยกัน Join ทีมกัน ระดมทุนกัน หานักลงทุนมาให้กันและกัน ค้าขายกันและกัน
มันก็จะทำให้ Coworking Space นั้นเป็น Real Coworking Space
Q : ถ้าคิดจากคำจำกัดความข้างบน บางออฟฟิศก็อาจไม่ตรงกับการเป็น Real Coworking Space ?
A: นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมหลายๆ บริษัทใหญ่ๆ เท่ากับมีแต่ไอเดียดี คือ เป็นแค่ทำให้นั่งสบาย เป็น Open Plan มีโต๊ะปิงปองโน่นนี่นั่น แต่พอเข้าไป มันไม่เกิดบรรยากาศแบบสตาร์ทอัพ มันไม่เกิด Energy พนักงานทุกคนเกาะกลุ่ม บัญชีนั่งกับบัญชี กินข้าวกับแก๊งเดิม ไม่เกิด Culture อย่างที่ต้องการ
ซึ่งเกิดเป็นโจทย์ใหม่ว่า บางแห่งเป็น Coworking Space แล้ว เราเป็นแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่ วิธีการทำงานเดิมๆ แค่ทำให้ออฟฟิศสวยขึ้น มันก็ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แต่ถ้าเรามีหน่วยงานเล็กๆ ไปอยู่ใน Coworking Space อื่นจะดีกว่าไหม หรือเราเอาคนข้างใน ไปเจอกับคนข้างนอกดีไหม
อย่างที่ยูนิลีเวอร์ พนักงานทำงานในตึกเต็มไปหมด แต่เขาจะมีชั้นหนึ่ง ไปชวนสตาร์ทอัพที่ทำงานด้วย คุณมานั่งทำงานกับเราสิ เรามีออฟฟิศ เราลงทุนในคุณ เราเป็นลูกค้าคุณ แต่การที่เขาทำงานใกล้ชิดกัน เขาก็ได้เรียนรู้ สนิทสนม พัฒนาวิธีการทำงาน ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น เข้าใจสตาร์ทอัพมากขึ้น สตาร์ทอัพเข้าใจเขามากขึ้น
เกิดโจทย์ที่สำคัญมากกว่า สำหรับ Corporate Coworking ด้วย คือ เรื่อง Culture Change คือ ทุกคนพูดถึง Activity Base Work Space เราจะทำให้ออฟฟิศมีที่นั่งที่นอน มีห้องเล่นเกม มีโน่นมีนั่น
แต่ทุกคนลืมไปว่า Activity Base Work Space ทุกคนกลัวว่าถ้าใช้โต๊ะปิงปองแล้วเจ้านายมาเห็น หรือไปประชุม ไปนั่งๆ นอนๆ แล้วมันดูไม่เหมาะสม ถ้าวัฒนธรรมเรายังไม่ Open ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ผู้บริหารต้องการ คือ Innovation ไอเดียใหม่ๆ การดึงดูดพนักงาน การทำให้เกิด Product และ Service ใหม่ๆ ก็จะไม่เกิด