นัยสำคัญที่ซ่อนอยู่จากการเปิดสาขาที่ 2,000 ของเทสโก้ โลตัสที่บางกรวย – ไทรน้อยในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ไม่เพียงแค่เป็นการเปิดสาขาครบ 2,000 สาขาในบ้านเราหลังการเข้ามาทำตลาดเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่สาขาที่บางกรวย – ไทรน้อย ยังถือเป็น “ต้นแบบ” ของเทสโก้ โลตัส ในการรับมือกับตลาดค้าปลีกเมืองไทยที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้อง การแค่การช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกเท่านั้น แต่เป็นการก้าวข้ามไปสู่การใช้ชีวิต โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล ที่ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยพวกเขาต้องการประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เป็น Seamless Experience ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี และการช้อปปิ้งอย่างลงตัว
สาขาต้นแบบดังกล่าว จะเป็นการ Disrupt ตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดค้าปลีก โดยจะหยิบเอาไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายมาเป็นตัวตั้งเพื่อดีไซน์รูปแบบของสาขาให้สอดรับกับพวกเขา โดยสาขาบางกรวย – ไทรน้อยนี้ถือเป็นสาขาที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และเป็นสาขาที่นำเทคโนโลยีและเซอร์วิสใหม่ๆ เข้ามาทดลองใช้เป็นครั้งแรก อาทิ เทคโนโลยีสแกนสินค้า Scan as You Shop จากประเทศอังกฤษ เพื่อการช้อปปิ้งที่สนุกและสะดวกขึ้นของลูกค้า, การจ่ายเงินผ่าน QR Code ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ทุกเคาน์เตอร์ ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด, กรีนเลน ช่องจ่ายเงินพิเศษสำหรับลูกค้าที่ไม่รับถุงพลาสติก และสัญญาณ WiFi ฟรีเต็มพื้นที่
ไม่เพียงเท่านั้น เทสโก้ โลตัส ยังหยิบเอาเรื่องของการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการดีไซน์สาขา โดยหลังคาลานจอดรถจะติดตั้งแผงโซล่าร์พื้นที่กว่า 450 ตารางเมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าสาหรับใช้ในบริเวณศูนย์อาหาร ศูนย์รีไซเคิลให้ลูกค้าสามารถรีไซเคิลขยะประเภทต่างๆ อาทิ กล่องยูเอชที ซองผลิตภัณฑ์ กระดาษ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ภายในสาขามีเครื่องรีไซเคิลที่ลูกค้าสามารถนำขวดพลาสติกและกระป๋องน้ำอัดลมมารีไซเคิล จะได้รับแต้มกรีนพ้อยท์ 50 แต้มสาหรับขวดและกระป๋องทุกใบ
สาขาที่ 2,000 ของเทสโก้ โลตัส ถือเป็นต้นแบบของสาขาในยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำตลาด โดยการพัฒนาสาขาทั้งหมดจะมองไปถึงการเข้ามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุค 4.0 ที่คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรที่มากกว่าแค่การช้อปปิ้ง
ค้าปลีกเซ็กเม้นต์ไฮเปอร์มาร์เก็ต ถูกเปิดตัวในบ้านเราด้วยคอนเซ็ปต์ของการขายสินค้าราคาถูกทุกวัน ซึ่งการเข้ามาทำตลาดเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วนั้น สร้างความฮือฮาให้กับตลาดค้าปลีกเมืองไทยอย่างมาก
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เรื่องของสินค้าราคาถูกไม่ใช่ความแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว ประกอบกับโครงสร้างของสังคมบ้านเราเปลี่ยนแปลงไป โดยครอบครัวที่เป็นชนชั้นกลางมีเพิ่มมากขึ้น และพวกเขาก็ต้องการอะไรที่มากกว่าแค่ของถูก ยิ่งมองมาที่ปัญหาในเรื่องของรถติด ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทางมาช้อปปิ้งที่สโตร์ ทำให้การมาช้อปที่สโตร์ของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความถี่ลดลง
ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย ไม่ได้มองการมาที่สโตร์แค่การซื้อสินค้าเท่านั้น แต่มองถึงการมาใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงในเรื่องของการมาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้ผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 2 รายคือบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ต้องมีการปรับกลยุทธ์กันขนานใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่ การยกระดับภาพลักษณ์จากแค่ขายของดี ราคาถูกที่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐาน มาสู่การขายสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ “เทสต์ & สไตล์” หรือรสนิยมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเติมเต็มพื้นที่ในสโตร์ให้มีความหลากหลายเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าของแบรนด์ยอดนิยม ร้านอาหาร และเอนเตอร์เทนเม้นต์ต่างๆ รวมถึงการให้พื้นที่สำหรับตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่