โค้ก เมื่อน้ำอัดลมเผชิญกับความท้าทาย
จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ตัวเลขของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในบ้านเรามีประมาณ 230,000 ล้านบาท แน่นอนว่า ตลาดเครื่องดื่มที่อัดคาร์บอเนตอย่างน้ำอัดลม มีมูลค่าสูงสุดในตลาด โดยมีมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาท รองลงมาจะเป็นน้ำดื่มบรรจุขวดที่มีมูลค่าตามการประเมินของค่ายสิงห์อยู่ที่ 43,000 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นเครื่องดื่มตัวอื่นๆ ไล่จากเครื่องดื่มชูกำลัง ชาเขียว กาแฟพร้อมดื่ม สปอร์ตดริงค์ และน้ำผลไม้ เป็นต้น
เมื่อโฟกัสให้แคบลงมาเฉพาะเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นแล้ว จะพบว่า มีเครื่องดื่มอยู่ 3 ประเภทแรกที่ผู้บริโภคจะนึกถึง คือ น้ำอัดลม น้ำดื่มบรรจุขวด และชาเขียว ที่คนดื่มเพราะมองถึงเรื่องของการดับกระหาย หรือช่วยเพิ่มความสดชื่น แม้น้ำอัดลม จะเป็นเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นที่ยังคงเป็นที่นึกถึงมากที่สุดเวลาที่ผู้บริโภคกระหาย เพราะความซ่าของน้ำอัดลมที่ช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี
ประกอบกับผู้เล่นในตลาดนี้ ต่างก็เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่ว่าจะเป็นโค้ก หรือเป๊ปซี่ ที่มาพร้อมกับการตลาดที่เข้มข้น ระบบการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งที่สามารถผลักดันสินค้าเข้าไปในทุกที่ที่ทุกคนอยากดื่ม
แต่เทรนด์ในเรื่องของสุขภาพที่ลามกระจายไปในทั่วโลก ทำให้การหันมาหาเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพของตัวเอง พร้อมกับลดการดื่มน้ำอัดลมลง ซึ่งเมืองไทยก็คงหนีไม่พ้นเทรนด์นี้ ยิ่งมองเข้ามาที่การทำตลาดของเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ แล้ว จะพบว่าต่างจากเมื่อหลายปีก่อนตรงที่ผู้เล่นในตลาดเครื่องดื่มของบ้านเราเริ่มมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่สัญชาติไทยเข้ามาเป็นเจ้าของ
แถมทำตลาดด้วยงบการตลาดที่ไม่แพ้กัน แม้แบรนด์จะไม่ใหญ่เท่า หรือไม่มี Best Practice ที่โดดเด่นจากการทำตลาดในหลายประเทศทั่วโลก แต่ก็มีบทเรียนทางการตลาดหลายๆ บทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ในการทำตลาดได้ ที่สำคัญ เรื่องของระบบการจัดจำหน่าย ก็มีการพัฒนาจนมีความแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา