บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ชี้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แตะจุดสูงสุดในรอบ 4 ปี อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนขาขึ้นของไทยที่กำลังตามมา ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนใน EEC และการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังภูมิภาคนี้ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามการค้า ประกอบกับปัจจัยบวกต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี เสถียรภาพค่าเงินดีจากดุลบัญชีเดินสะพัดแข็งแกร่ง ตลอดจนการเข้าสู่ฤดูเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย ทำให้คาดว่า SET Index น่าจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 2000 จุด ได้ในปี 2562 แนะ 4Q/61 เน้นหุ้นกลุ่มที่อิงวัฏจักรการลงทุนตามการเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชนและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและธนาคาร
พรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า หุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและยาวนานนับตั้งแต่จุดต่ำสุดเมื่อต้นปี 2559 สร้างผลตอบแทนสูงกว่า 50% ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมองในแง่เศรษฐ กิจยังไม่พบสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยซึ่งปัจจุบัน Valuation ดูน่าสนใจมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ สำหรับประเทศไทย เราสังเกตเห็นว่าการใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศยังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลสถิติมหภาคของ ธปท. และเริ่มส่งสัญญาณว่าไทยจะเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ที่นำโดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล การผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ตลอดจนความต้องการปฏิรูปองค์กรธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล ทั้งนี้ SCBS คาดว่า SET อาจมีการพักฐานตามปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ แต่จะปรับตัวขึ้นได้ตามปัจจัยพื้นฐานในประเทศซึ่งดีต่อเนื่องไปในปี 2562 โดยมองหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เริ่มตึงตัวซึ่งนำไปสู่การลงทุนภาคเอกชนและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะให้ผลตอบแทนที่ดีตามปัจจัยพื้นฐาน
ด้านเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัวแต่ไม่ใช่วิกฤติ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ครึ่งหลังของวัฏจักรขาขึ้น เห็นได้จาก IMF ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกลงและมองเศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ด้วยอัตราที่ชะลอลงหลังจากแตะจุดสูงสุดในปี 2561 อย่างไรก็ตาม แม้วัฏจักรขาขึ้นจะดำเนินต่อเนื่องมาถึง 10 ปีแล้วหลังวิกฤติการเงินปี 2551 แต่ยังน่าจะดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐ กิจทั่วโลกโดยรวมยังไม่มีสัญญาณของความร้อนแรงจนอันตราย (overheating) ส่วนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็มีไม่มาก สัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจครั้งนี้อาจกินเวลานานกว่าปกติก็คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดรอบนี้เป็นการปรับขึ้นที่ช้ามากใช้เวลาถึง 3 ปีในการขึ้นดอกเบี้ยได้ 2% ต่างจากรอบก่อนๆ ในอดีตที่ใช้เวลาเพียงปีเดียวในการขึ้นดอกเบี้ยระดับดังกล่าว ส่วนธนาคารกลางประเทศหลักๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยกันเลย โดยธนาคารกลางยุโรป(ECB) น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายใน 4Q/62 หรือเกือบ 1 ปีนับจากนี้ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังไม่ได้ชะลอการซื้อสินทรัพย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในทางกลับกันจีนแสดงท่าทีที่ผ่อนคลายการเงินมากขึ้นในระยะหลังนี้เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนจะได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทการค้ากับสหรัฐฯ ส่วนเรื่องความเสี่ยงที่ต้องติดตามได้แก่ ปัญหาค่าเงินตลาดเกิดใหม่ซึ่งคาดว่าไม่น่าลุกลามเพราะเป็นปัจจัยเฉพาะตัวของบางประเทศซึ่งขาดวินัยและพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มากเกินไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้อาจเจอเศรษฐกิจหดตัวเมื่อสหรัฐ ปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนไทยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก หนี้ต่างประเทศน้อย เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก ฐานะการคลังแข็งแรง น่าจะผ่านพ้นความผันผวนภายนอกเหล่านี้ไปได้สบายๆ