ในวันแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญทางผู้บริหารของสิงห์บอกว่า นี่คือการตลาดยุคใหม่ที่เน้นเรื่องการสื่อสารทางการตลาดก่อนเพื่อให้เกิดการรับรู้ต่อแบรนด์สิงห์ไลท์ก่อนที่จะเริ่มจัดจำหน่ายสินค้า
นั่นคือ ภาษาทาง Marketing
แต่ถ้าภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า ตัดหน้า
เบื้องลึกเบื้องหลังของแคมเปญตะลุยขั้วโลกของสิงห์ไลท์นี้ มาจากการกำหนด Brand Strategy ของสิงห์ไลท์ว่าจะทำยังไงให้สิงห์ไลท์เป็นแบรนด์ที่มีทั้งความท้าทาย โลดโผน ทำจริง และแตกต่างจากแบรนด์คู่แข่ง
Character ของสิงห์ไลท์จึงต้องน่าสนใจ ถึงจะชนะใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้ ทั้งยังต้องแปลกใหม่ใน Portfolio ของแบรนด์สิงห์ด้วย
หลักการคิดของแคมเปญนี้ทางทีมงานใช้วิธีเปิดตัวกิจกรรมก่อนที่จะปล่อยตัวสินค้าใหม่ออกมาให้ตลาดรู้จัก เพราะต้องการสื่อให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำบุคลิกของแบรนด์สิงห์ไลท์ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ รักการผจญภัย กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองรักซึ่งมีบุคลิกต่างไปจากสิงห์ออริจินัล
เป็นการปฏิวัติความคิดของการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ทำให้ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่สิงห์ไลท์จะวางขาย จนเกิดกระแสให้คนเข้าไปเดินถามตามร้านว่าด้วยความที่อยากลอง
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าทำไมต้องไปขั้วโลกเหนือ?
คำตอบก็คือ สิงห์ไลท์ต้องการสร้างบุคลิกที่แปลกใหม่ ตื่นเต้น ท้าทายขึ้นมา ซึ่งนอร์ทโพลเป็นสถานที่ที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่อยากไปมากที่สุดสักครั้งในชีวิต
แต่ในความจริงคงเป็นเรื่องยากสำหรับคนธรรมดาสามัญ
ถือว่าได้ผล เพราะเม็ดเงิน 50 ล้านถูกโปรโมทออกไปเพื่อเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้ามาเพื่อคัดเลือกตัวแทนคนไทยจำนวน 4 คนในการเดินทางไปประเทศในแถบขั้วโลกเหนือที่มีอุณหภูมิติดลบ 55 องศาเซลเซียส ทำให้มีคนส่งใบสมัครมาเพียงระยะเวลาการสมัคร 24 วันรวมแล้วกว่า 5,000 ใบ แยกเป็นชาย 3,512 คน และหญิง 1,759 คน โดยคนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มการศึกษาระดับปริญญาตรี และโทอายุเฉลี่ย 30-40 ปี
เรียกว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของสิงห์ไลท์ล้วนๆ
แคมเปญนี้ยังส่งผลพลอยได้ในการสร้างเรื่องราวด้านบวกให้กับค่ายสิงห์ เพราะนอกจากสร้างการรับรู้แล้วยังทำให้ภาพของสิงห์ดูพรีเมียมและทันสมัยมากขึ้น
จบจากเรื่องของการสื่อสารการตลาด คราวนี้เราลองมาดูรายละเอียดของสินค้ากันบ้าง