ส่วนเมีย 2018 ที่อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จบนทีวีในช่วงแรก แต่ช่วงปลายและท้ายสามารถโกยเรตติ้งให้กับช่องได้มิน้อย
เมีย 2018 มีเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากซีรีส์เรื่อง The Fierce Wife ของไต้หวัน มีเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัว การใช้ชีวิตของคู่รัก ซึ่งเนื้อหา ที่ถูกนำเสนอออกมานั้นมีความแตกต่างจากละครตบตี แย่งชิง พระเอก นางเอกทั่วไป คือ ความเข้มแข็งของผู้หญิง ซึ่งตัวละคร หลักอย่าง อรุณา ค่อยๆ ถ่ายทอดความรู้สึกของผู้ถูกกระทำออกมาทีละนิด โดยแต่ละตอนก็จะมี Key Message ที่ผู้หญิงอยากพูด และอรุณา ก็ได้พูด จนสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ความเข้าใจในบริบทของสังคมแล้วนำเสนอออกมาแบบตรงๆ ไม่ได้มีการประดิษฐ์ให้ผิดธรรมชาติ เมื่อกระเเสเริ่มจุดติด เริ่มเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นไม่นานก็มีการพูดถึง บอกต่อ จน เมีย 2018 กลายเป็นอีกหนึ่งวาระแห่งชาติในที่สุด
แต่ละครสมัยนี้ใช่ว่าเนื้อหาดีอย่างเดียวแล้วจะทำให้เปรี้ยงได้ตลอด ถ้าเรามองเข้าไปในมุมของวิธีคิดการนำเสนอละครเรื่อง หนึ่งนั้น การสื่อสารก็สำคัญไม่แพ้กัน ช่อง ONE 31 ก็ได้วางแผนในการสร้างกระเเสของละครแบบผสมผสานเครื่องมือทั้ง ออนไลน์คือการสร้าง Event ให้คนมีส่วนร่วมกับการถ่ายทำอย่างในตอนจบที่มีการจัดกิจกรรม ร่วมกับแฟนละครที่บริเวณ หอศิลปะวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
หรือแม้แต่ฉากที่มีการไปดูละครเวทีแฟนจ๋า The Musical ที่ไม่เพียงแค่เมีย 2018 แต่ยังเชื่อมโยงกับละครเรื่องอื่นๆ นับว่าเป็น อีกขั้นของการสร้าง Storytelling ให้กับละครไทยเลยก็ว่าได้
ส่วนช่องทางออนไลน์เราก็ได้เห็นในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพไฮไลท์ ประโยคเด็ด วิดีโอ ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้ง Facebook และ Twitter หมุนวนเวียน เพื่อให้คนดูเกิดการบอกต่อไปยังฐานผู้ชมใหม่ๆ
ทำให้เราเห็นกลุ่มคนดูหน้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยดูทีวีตามเข้ามาดู ซึ่งทางช่อง ONE 31 ก็ได้วางแผนรองรับเรื่องนี้ไว้อย่างรัดกุมด้วยการ รีรันคอนเทนต์เมีย 2018 ใน LINE TV ซึ่งนับว่าเป็นช่องทางที่มีจำนวนผู้รับชมค่อนข้างสูง สำหรับตัวเลขยอดวิวรีรันของละคร เรื่องนี้ขึ้นสูงกว่า 460 ล้านวิว ถือเป็นยอดวิวสูงที่สุด ทุบทุกสถิติบน LINE TV
“สำหรับ เมีย 2018 เป็นอีก 1 ตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง Online จะทำหน้าที่ส่งเสริม On Air เป็นเครื่องมือที่ทำการตลาด ได้เป็นอย่างดี เมีย 2018 เรตติ้งช่วงแรกไม่ได้ดีเลย แต่เมื่อมีจุดพีคของเรื่อง มีคำตอบที่สำคัญของเรื่อง มีรอยยิ้มวศินออกมา ทำให้ เป็นที่พูดถึงใน Social Media ทันที คนถามว่าคนๆ นี้คือใคร มันเกิดอะไรขึ้น เริ่มไปดูย้อนหลัง และเมื่อไล่เรื่องทันกันหลังจากนั้น ก็มาดูบนจอ สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือทั้ง 2 Platform มันรับใช้ซึ่งกันและกัน เพียงแต่ว่าเราต้องอ่านพฤติกรรมของธรรมชาติคนยุคนี้ ให้ออกว่าเขาต้องการอะไร”
จากสองกรณีศึกษาของช่องวัน 31 ก็ทำให้เราเห็นแนวทางการทำงานของละครในหลายๆ เรื่องของช่องวันที่จะมีแนวคิด การทำงานบนพื้นฐานชุดความคิดเดียวกัน คือไม่ได้ละทิ้งช่องทางหลักคือทีวี แม้ว่าออนไลน์จะมามีบทบาทมากขนาดไหน ก็ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อทำให้คนกลับมาดูที่หน้าจอทีวีให้ได้
“ถ้าเรามองว่าเราเป็นช่องทีวีเราจะเหนื่อย แต่ถ้าเรามองว่าเราเป็น Content Creator มันหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็น Platform ไหนที่มีคนดูเราจะไปทุกที่ นั่นคือวิธีการคิดที่จะทำให้การทำงานของเราเปลี่ยนไป”