คงต้องปรบมือดังๆ ให้กับความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการพรีเมียมชั้นนำของโลก ทำให้ในปีนี้สามารถครองใจมหาชนชาวไทยจนคว้ารางวัลอันดับ 1 Thailand’s Most Admired Company 2018 ในกลุ่มยานยนต์มาครอบครองได้สำเร็จ
ปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยูสามารถคว้าตำแหน่งองค์กรขวัญใจมหาชนชาวไทยในหมวดยานยนต์มาได้นั้นคือ การที่บริษัทเข้าใจในความต้องการของลูกค้าและความท้าทายของธุรกิจ อันเป็นเหตุผลให้เกิดการสร้างสรรค์โซลูชั่นด้านการสัญจรเดินทาง ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมความแตกต่างและการบริการในระดับพรีเมียม รวมไปถึงทีมงานมืออาชีพซึ่งเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น มุ่งมั่นผลักดันให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างไม่รู้จบ
มร.คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ลูกค้าและผู้ใช้งานในไทยไม่ได้คิดถึงบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะแบรนด์รถระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์แห่งยนตรกรรมชั้นนำระดับโลก พร้อมด้วยนวัตกรรมที่ช่วยสร้างอารมณ์ ความกระตือรือร้น ความน่าหลงใหล และความตื่นเต้นเร้าใจ ดังนั้นความแข็งแกร่งอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอขององค์กรอีกด้วย
“เราเชื่อว่า เหตุผลที่ลูกค้าไว้วางใจในบีเอ็มดับเบิลยู เพราะเราสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าการขับขี่ให้แก่พวกเขาได้เสมอ ในฐานะแบรนด์เราให้ความสำคัญต่อสิ่งที่ลูกค้าปรารถนา ประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ และช่วงเวลาอันน่าจดจำที่ไม่สามารถลืมเลือนได้” ไม่เพียงเท่านั้น มร.คริสเตียน มองว่าอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูประสบความสำเร็จไม่แพ้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีของผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือ “ความยั่งยืน” โดยบีเอ็มดับเบิลยูได้บูรณาการความยั่งยืนให้เข้ากับหลักการในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในฐานะธุรกิจที่ขับเคลื่อนเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคมส่วนรวม อีกทั้งยังใส่ใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมด้วยการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างยั่งยืน
“เรามุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์อันยั่งยืน โดยไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้สนับสนุนในการแก้ปัญหาสังคม แต่เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสัมพันธ์กับชุมชน ไปจนถึงการยกระดับสังคมผ่านการศึกษา และด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่เรามีพร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร เราจึงสามารถริเริ่มกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคมระยะยาว ซึ่งจะสร้างประโยชน์อันกว้างขวางต่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป”
สำหรับกิจกรรมด้าน CSR ของบีเอ็มดับเบิลยูนั้น จะยึดเป็นรูปแบบในการทำกิจกรรม 2 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านสุขภาพและการศึกษา ซึ่งได้ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมยกระดับด้านการศึกษาผ่าน “โครงการ BMW Service Apprentice Program” โครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย ซึ่งหลักสูตรได้พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างหอการค้าเยอรมัน-ไทย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน และเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าร่วมอบรมและฝึกฝนทั้งทฤษฎีและทักษะในสายงานด้านช่างเทคนิคจากศูนย์ฝึกอบรมของบีเอ็มดับเบิลยู และร่วมปฏิบัติงานกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจากผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ