หลายปีที่ผ่านมา การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถูกยกมาเป็นดัชนีในการวัดภาวะเศรษฐกิจอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีการวัดกันว่า หากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีการเติบโตได้ดี เพราะเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคมีน้อย จึงเลือกที่จะควักเงินเพื่อซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีราคาขายปลีกซองละแค่ 6 บาท
แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แทบจะนำมาวัดกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้อีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นเพราะตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงเวลาที่ว่านี้แทบจะไม่มีการเติบโต หรือโตได้เพียง 1 – 2% เท่านั้น สวนทางกับความเชื่อที่มีในอดีตอย่างสิ้นเชิง ปัจจัยสนับสนุนในเรื่องนี้น่าจะมาจาก
1.ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในครั้งนี้ มีผลกระทบโดยตรงกับกลุ่มรากหญ้า ทำให้กำลังซื้อที่เคยควักซื้อบะหมี่แบบง่ายๆ เริ่มออกจากกระเป๋าของพวกเขายากขึ้น
2.ขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ ก็มีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้นจากอาหารสำเร็จรูป และกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ ขณะเดียวกันผู้บริโภคในเขตเมืองเองยังมีร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ปัจจุบันกลายร้านเป็นร้านคอนวีเนียนฟู้ดสโตร์ เข้ามาเป็นตัวช่วยเพิ่มทางเลือกอีกทาง
3.เมื่อมองมาที่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเอง พบว่า การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบซองของคนไทยเริ่มจะอิ่มตัว โดยคนไทยมีตัวเลขเฉลี่ยการบริโภคต่อหัวต่อปีอยู่ที่คนละ 40 ซอง ซึ่งถือว่าค่อนข้างมาก
4.การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกำลังไหลมาที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ ที่ยังคงมีการเติบโตแบบต่อเนื่องจนทำให้สัดส่วนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบคัพมีสัดส่วน 25% ของตลาด คาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในอีกไม่ช้านี้
สีสันการแข่งขัน
ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีมูลค่า 15,000 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้วคือประมาณ 1 – 2% โดยตลาดแบ่งเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบซอง 70% และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ และ Bowl อีก 30%
หากแบ่งตลาดรสชาติแล้ว จะพบว่า บะหมี่รสชาติต้มยำกุ้ง และหมูสับ จะเป็น 2 รสชาติยอดนิยม มีสัดส่วนรวมกันกว่า 80% ที่เหลือจะเป็นรสชาติอื่นๆ รวมกัน
ที่น่าสนใจก็คือ หลังจากปี 2558 เป็นต้นมา ผู้เล่นในตลาดนี้แทบจะไม่มีการออกรสชาติใหม่เลย ส่วนหนึ่งจะมาจากความนิยมของผู้บริโภคที่เลือกบริโภคบะหมี่แบบรสจัดอย่างต้มยำกุ้ง และต้มยำกุ้งน้ำข้น หรือไม่ก็บริโภคบะหมี่แบบจืดอย่างหมูสับ ทำให้รสชาติอื่นๆ เป็นเพียงแค่สีสัน
ขณะที่การออกรสชาติใหม่มาแต่ละครั้งมีต้นทุนการตลาดสูงมาก ทำให้แต่ละค่ายเลือกที่จะนำรสชาติเดิมมาปรับเติมเพิ่มสิ่งใหม่ๆ เข้าไป อย่างล่าสุด ไวไว มีการปรับโฉมใหม่ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว รสต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรพริกเผา” ให้ทันสมัยมากขึ้น และให้เข้ากับความเข้มข้นของรสชาติ เปรี้ยว เผ็ด ตาม Concept ข้นแซบซี้ดโดนใจ
ส่วนภาพรวมของการแข่งขันนั้น ทั้งมาม่า ไวไว และยำยำ ยังคงทำตลาดแบบครบเครื่องตามภาวะของตลาดที่เติบโตไม่มากนัก โดยมีทั้งการทำโปรโมชั่นทั้งคอนซูเมอร์ และเทรด โปรโมชั่น โดยเฉพาะในส่วนหลังนี้ มีการทำในความถี่ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันสินค้าเข้าร้านให้มากขึ้น
ในเรื่องของการทำ Branding นั้น เจ้าตลาดอย่างมาม่า พยายามที่จะทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในกระแสของเด็กวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยจะทำทั้งในเรื่องของการสื่อสารแบรนด์ และอีเวนท์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งแบรนด์ที่เน้นในเรื่องนี้มาตลอดก็คือยำยำ ที่มีการใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นดาราดังเข้ามาช่วยผลักดันแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในกระแสของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว
ส่วนไวไว มีตัวควิกที่เล่นกับกลุ่มวัยรุ่นอยู่แล้ว ซึ่งภาพของการแข่งขันทั้งหมดที่ออกมา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเข้าหากลุ่มเป้าหมายที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปค่อนข้างมาก ซึ่งจะเข้ามาช่วยผลักดันให้ตลาดกลับมาเติบโตได้ในระยะยาว.....