มาร์เก็ตติ้ง มิกซ์ หรือส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4P ยังคงเป็นแก่นแกนสำคัญของการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด แม้ในปัจจุบันจะมีการพูดถึงส่วนผสมทางการตลาดที่มากกว่า 4P ไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดก็ยังคงวนเวียนอยู่กับแก่นแกนของทั้ง 4P
ส่วนการเลือกว่าจะเน้นให้น้ำหนักไปที่ P ตัวไหนมากกว่ากันนั้น คงต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงว่าเป็นอย่างไร ไล่ตั้งแต่
1.เมื่อตลาดอยู่ในภาวะดีๆ P ตัวที่ 1 หรือ Product จะเข้ามามีบทบาท และถูกเลือกวางน้ำหนักไว้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถทำโปรดักต์ให้ออกมาเพื่อเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า
2.เมื่อตลาดอยู่ในภาวะดีมากๆ P ที่ถูกโฟกัสหรือให้น้ำหนักจะอยู่ที่ P ตัวที่ 3 หรือเรื่องของการจัดจำหน่าย เพื่อสามารถผลักดันสินค้าของเราให้เข้าถึงมือผู้บริโภคที่มีความต้องการกระจายอยู่เป็นจำนวนมากให้ได้ทั่วถึง หรือครอบคลุมมากที่สุด เราจึงได้เห็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น เมื่อสินค้าเริ่มติดตลาด หรือเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากขึ้น
ตัวอย่างเคยเกิดขึ้นแล้วกับเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์ที่ 3 อย่างบิ๊กโคล่า ที่เริ่มต้นทำตลาดจากกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง คือเริ่มจากตลาดต่างจังหวัดโดยใช้การกระจายสินค้าผ่านร้านยี่ปั๊วในรูปแบบเดิม เมื่อสินค้าเป็นที่รู้จัก และติดตลาดมากขึ้นหลังจากที่มีวอลุ่มมากพอจนสามารถทำแบรนด์หรือทำการตลาดได้อย่างเต็มที่ ก็เริ่มมีการขยายฐานการขายเข้ามาในกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนเมือง โดยใช้วิธีการขายผ่านร้านคอนวีเนียนสโตร์อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น จนเป็นที่รู้จักในวงกว้างไม่ใช่เฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดเหมือนในช่วงแรกของการเข้าตลาดบ้านเรา
3.เมื่อตลาดแย่ P ตัวที่ 4 คือเรื่องของโปรโมชั่นจะเข้ามามีบทบาท โปรโมชั่นในที่นี้จะถูกเลือกใช้เครื่องมือในการส่งเสริมการขายที่เป็นการลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในภาวะที่กำลังซื้อไม่ดีนัก
4.เมื่อตลาดอยู่ในภาวะแย่มากๆ กลยุทธ์ด้านราคา จะถูกใช้เป็น P สำคัญ เพื่อดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ควักออกมาค่อนข้างยาก เนื่องจากมีเงินในกระเป๋าจำกัด พวกเขาจึงต้องการสินค้าที่คุ้มค่ากับเงินที่ควักออกมาซึ่งไม่มีอะไรดีไปกว่าการเลือกใช้กลยุทธ์ด้านราคา
ที่ผ่านมา หากมองเข้ามาที่วิธีกำหนดราคาที่นิยมทำกัน จะมีด้วยกัน 3 แบบ คือ กำหนดราคาตามความต้องการของลูกค้าที่ได้จากการทำวิจัยเพื่อหาอินไซต์จากตัวผู้บริโภคโดยตรง และสุดท้ายเป็นการกำหนดราคาตามตลาด หรือ กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไรที่ต้องการ ซึ่งในส่วนหลังนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดวิธีหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของกลยุทธ์ด้านราคานั้น ยังมีการวางราคาแบบปลีกย่อยออกไปอีกมากมาย อาทิ การเลือกวางกลยุทธ์ราคา ด้วยนโยบายราคาเพียงราคาเดียว ที่เป็นการเสนอขายสินค้าหรือบริการในราคาเดียวเท่ากันหมดไม่ว่าจะซื้อสินค้าจำนวนมาก หรือน้อยอย่างไร อาทิ ราคาขายของน้ำมัน ที่มีเท่ากันในทุกปั๊มทั่วประเทศ
กลยุทธ์ราคาในรูปแบบที่ 2 จะเป็นเรื่องของการวางนโยบายราคาที่แตกต่างกัน จากความแตกต่างในด้านคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าหรือตัวบริการ และการเจรจาต่อรองของลูกค้า ทำให้มีการตั้งราคาขายแตกต่างกัน เช่น สินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าจะมีราคาที่สูงกว่า สินค้าที่คุณภาพรองลงมา อาทิ การตั้งราคาค่าตั๋วชมภาพยนตร์ที่มีแบบทั้งที่นั่งธรรมดา และที่นั่งแบบพิเศษในราคาที่สูงกว่า เป็นต้น