สำหรับสื่อออนไลน์ ก็ยังคงเป็นขาขึ้นที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในออนไลน์กว่า 17,518 ล้านบาท ซึ่ง facebook ก็ยังเป็นฐานใหญ่ในการดึงเม็ดเงินเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่ก็ยังมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญคือ Twitter และ Instagram ทำให้แบรนด์เองก็เข้าไป Active กับแพลตฟอร์มใหม่ๆ นี้ด้วยเช่นกัน
ส่วนสื่อนอกบ้าน (OOH) ก็ยังคงเป็นที่นิยมของนักการตลาดเนื่องจากสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อสารด้วยได้เลย อีกทั้งเสน่ห์ของสื่อชนิดนี้คือสามารถตอกย้ำสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะบอกหรือเป็นการ Remind กับผู้บริโภค คาดการณ์ว่าปีนี้เม็ดเงินของสื่อนอกบ้านจะอยู่ที่ 12,498 ล้านบาท
ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งกลุ่มหนังสือพิมพ์และนิตยสารก็ยังไม่มีอัตราการเติบโตให้เห็น แต่ด้วยตลาดที่เล็กลงทำให้ตลาดเริ่มโฟกัสไปเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือทางรอดของสื่อสิ่งพิมพ์
แม้ว่าในปีทีที่ผ่านมาจะมี Event ใหญ่ๆ หลายงาน ไม่ว่าจะเป็นบอลโลก เอเชี่ยนเกม แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้อุตสาหกรรมสื่อกระเตื้องขึ้นมาได้ มาปีนี้เหตุการณ์สำคัญอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทย ก็ยังไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมสื่อมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียน เนื่องจากข้อกำหนดของ กกต. ก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือหาเสียง ที่ไม่สามารถใช้ทีวี และวิทยุ ได้ ภวัต ได้คาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินเข้ามาในวงการสื่อประมาณ 300-500 ล้านบาท แต่ประเภทสื่อหลักที่พรรคการเมืองเลือกใช้ เทมาอยู่ที่ สื่อนอกบ้าน (OOH) และสื่อออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งไม่ได้มีนัยยะสำคัญต่อ การเติบโตในปีนี้
ภวัต บอกอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมสื่อโตได้ 5% ในปีนี้ที่มีการคาดการณ์ มาจากปัจจัยหลักๆ 3 สื่อที่มีการเติบโต คือ ทีวี สื่อนอกบ้าน และสื่อออนไลน์ และที่สำคัญคือหลังการเลือกตั้งก็จะมีความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ตามมา