การบ่มเพาะเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศชาติในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่สามารถขัดเกลาบุคคลากรรุ่นใหม่ให้มีทักษะรอบด้านตั้งแต่เยาว์วัย การจัดการศึกษาในยุคใหม่จึงไม่สามารถจำกัดไว้แต่เพียงหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป แต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ชุมชน และภาคส่วนที่เข้มแข็งอย่างภาคธุรกิจ จะต้องเข้ามามีบทบาทร่วมพัฒนาโดยใช้จุดแข็งที่มีของแต่ละภาคส่วนมาช่วยสนับสนุนการศึกษาในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตให้แก่ผู้เรียน
ด้วยเหตุนี้ โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School จึงริเริ่มขึ้นเพื่อขยายการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งมีความคล่องตัว มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการบริหารจัดการและต่อยอดหลักสูตรการเรียนการสอนภายในสถานศึกษา โดยมีภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายสนับสนุนและช่วยปล็อดล็อคข้อจำกัดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้การร่วมพัฒนาบรรลุตามเป้าหมาย
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “รัฐบาลมีนโยบายที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทยมีอนาคตที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง เป็นคนไทย 4.0 ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติให้สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ การให้อิสระแก่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างจริงจัง ตั้งแต่การปรับหลักสูตรเพื่อเตรียมทักษะและอาชีพที่สอดคล้องกับชุมชน การปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนที่เน้นเรียนจากสถานที่จริงและประสบการณ์จริง จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการโรงเรียน สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างแท้จริง เพิ่มโอกาสในการพัฒนาอย่างทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่จะเป็นการวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่มีคุณภาพและศักยภาพในการพัฒนาประเทศชาติให้แข็งแกร่งทัดเทียมนานาชาติ”