สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ ETDA ดำเนินความร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการทำธุรกรรมและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และบุคคลทั่วไปได้รู้จักการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีความทันสมัย และนำไปปรับใช้ในการยกระดับธุรกิจ โดยในความร่วมมือนี้จะเป็นการผสานองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมแพลตฟอร์ม และระบบนิเวศธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่เป้าหมายของ e-Commerce Park พร้อมสร้างกำลังคนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่มีความรู้ความสามารถจำนวนกว่า 1.2 ล้านราย นอกจากนี้ ยังได้เผยถึงนวัตกรรมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่จะได้เห็นมากขึ้นในอนาคต ได้แก่ Digital Commerce หรือการซื้อขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัล การนำนวัตกรรมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ในเชิงพื้นที่ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กรรวมถึงการตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมีพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และบางประเทศรวมถึงประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสด โดยเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่รองรับที่มุ่งให้ความสะดวกสบาย และลดขั้นตอนต่างๆ ให้มีความรวดเร็วรวมถึงความปลอดภัย ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การเช็คยอดเงิน การชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ การทำธุรกรรมที่นอกเหนือจากการรับ-จ่ายเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ฯลฯ โดยพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นหรือกระจุกตัวเพียงแค่ในสังคมเมืองเท่านั้น แต่ยังกระจายไปสู่ระดับภูมิภาครวมถึงระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ หรือ “มิลเลนเนียล” ที่ถือเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้อีคอมเมิร์ซมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์กันว่าตลาดการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้กิจกรรมดังกล่าวสามารถขยายตัวและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ การขยายแพลตฟอร์มที่มีการเติบโตขึ้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาตลาดการค้าในรูปแบบใหม่ของประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงระดับโลก จากกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของทั่วโลกที่มีการใช้ระบบออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นมา 3 ประเภท ได้แก่
- Digital Commerce หรือแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยตอบสนองทั้งวิถีชีวิตคนเมือง และผู้ที่อยู่อาศัยในระดับภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น โดยผู้ใช้บริการยังจะได้เห็นช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่จะเริ่มหันมาทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce เช่น เฟสบุ๊ค มาร์เก็ตเพลสกูเกิล ช้อปปิ้ง รวมถึงธนาคารต่างๆ ที่จะผันสู่บทบาทดังกล่าวมากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ประโยชน์ในเชิงพื้นที่ เช่น พื้นที่ในห้างสรรพสินค้า พื้นที่ในหน่วยราชการ ที่มีการย้ายบริการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และตอบโจทย์ความต้องการของพลเมืองไปใช้พื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เช่น การให้ข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบคิวอาร์โค้ดในร้านสะดวกซื้อ หรือหน่วยงานในภาครัฐ การขอเอกสารทางการเงินหรือที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการลดขั้นตอนที่มีความยุ่งยากซับซ้อน อาทิ AI และ BOTS ที่สามารถตอบปัญหาผู้ใช้งานทดแทน Call Center ได้เป็นต้น
- การแสดงความคิดเห็นในภาคประชาสังคม หรือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ไหลเวียนเร็วขึ้น สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเชื่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด และการตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์