เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2019 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากเดิมที่อัตรา 10% เพิ่มขึ้นเป็น 25% สืบเนื่องมาจากการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม จีนประกาศตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ มูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 5-25% เช่นกัน
สงครามการค้าที่กลับมาปะทุมีแนวโน้มส่งผลลบต่อภาคการส่งออกไทยผ่าน 2 ช่องทาง คือ ทางตรงผ่านห่วงโซ่อุปทานการค้าไทยจีนและทางอ้อมผ่านภาวะการค้าโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากเศรษฐกิจจีนและคู่ค้า หากสหรัฐฯ และจีนยังไม่มีความคืบหน้าในข้อตกลงการค้าในระยะเวลาอันใกล้จะส่งผลให้แนวโน้มมูลค่าส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 มีโอกาสสูงที่จะเติบโตต่ำกว่าที่อีไอซีประเมินไว้ที่ 2.7% สำหรับผู้ประกอบการไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก และพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าของไทยในปัจจุบันเพื่อเพิ่มโอกาสการขยายตลาด รวมถึงป้องกันความผันผวนของค่าเงินในระยะต่อไป
รัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากเดิมที่อัตรา 10% ตั้งแต่เดือนกันยายน 2018 เพิ่มขึ้นเป็น 25% เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2019 หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความขู่ขึ้นภาษีนำเข้าในวันที่ 5 พฤษภาคม 2019 สืบเนื่องมาจากการเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร หลังจากที่สหรัฐฯ ได้เลื่อนการขึ้นภาษีอย่างไม่มีกำหนดจากกำหนดการเดิมในวันที่ 2 มีนาคม 2019 ทำให้ต่อมาทางการจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากเดิมที่อัตรา 5-10% เพิ่มเป็น 5-25% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เพื่อตอบโต้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งค่อนข้างสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินโลกถึงการปะทุขึ้นอีกครั้งของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์มีแนวโน้มที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะได้ข้อตกลงทางการค้า
การเจรจาข้อตกลงมีความล่าช้าและสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าจีนกลับลำข้อตกลงในหลายประเด็นทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อกดดันจีน สาเหตุที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีในรอบนี้มี 3 ประการหลัก ได้แก่
- สหรัฐฯ กล่าวว่าจีนกลับลำแก้ไขข้อตกลงในร่างข้อเสนอที่มีจะผลผูกพันตามกฎหมายในประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาลุล่วงแล้วในการประชุมครั้งก่อนหน้าใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี การอุดหนุนบริษัทและรัฐวิสาหกิจ การเปิดตลาดภาคบริการและการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจา โดยจีนอ้างเหตุผลความยากลำบากในการแก้ข้อกฎหมายภายในของจีน
- การเจรจาข้อตกลงระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในขณะนี้ไม่ได้มีเส้นตายในการปฏิรูปที่ชัดเจน รวมถึงการแก้ไขกฎหมายจีนให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างล่าช้าและเต็มไปด้วยข้อจำกัดจากฝั่งจีนในมุมมองของทางการสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถยอมรับได้
- ภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่อัตรา 10% เดิมตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าจีนต้องทำตามข้อเรียกร้องการปฏิรูปของสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด ซึ่งหากทางการสหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่าจีนไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องได้ สหรัฐฯ มีสิทธิเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มขึ้นเป็น 25% ได้ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ตามกำหนดการเดิม
จากเหตุผลข้างต้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอย่างกะทันหันและมองว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้ใช้เพื่อเป็นกลยุทธ์บังคับให้จีนบรรลุข้อตกลงตามที่สหรัฐฯ เรียกร้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน จีนให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ควรสร้างหลักประกันให้จีนเชื่อมั่นก่อนที่จะให้จีนทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยทางการจีนให้เหตุผลว่าข้อตกลงการค้ายังไม่สามารถได้ข้อสรุปเนื่องจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
- สหรัฐฯ ไม่มีหลักประกันที่ทำให้จีนเชื่อมั่นได้ว่าภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนจะถูกยกเลิกในอนาคต ซึ่งจีนมองว่าสหรัฐฯ ยังไม่มีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าที่ชัดเจนกับจีนก่อนที่จีนจะทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ
- จีนเรียกร้องข้อตกลงที่ยุติธรรมและคำนึงถึงเกียรติภูมิของทั้งสองชาติ โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในจีนไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายและต้องใช้เวลาพอสมควร
อย่างไรก็ตามการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ สะท้อนว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับจีนและไม่รีบร้อนที่จะจบการเจรจาข้อตกลง โดยยังมีโอกาสกดดันจีนต่อไป หลังจากที่ในภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาสแรกออกมาดีกว่าที่คาดการณ์
นัยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีนและเศรษฐกิจโลก
สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 25% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทั้งกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนมากขึ้นโดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของจีนในสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี สินค้าจีนจำนวนกว่า 5,745 รายการที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้ารอบนี้มีหมวดสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคม แผงวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และยังมีหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญหลายรายการ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่นเด็ก กระเป๋าเดินทาง เป็นต้น ซึ่งในระยะสั้นภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตจีนและผู้นำเข้าของสหรัฐฯ โดยผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ต้องซื้อสินค้านำเข้าในราคาที่สูงขึ้นและยังไม่สามารถหาตลาดอื่นทดแทนได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้นและอาจผลักภาระให้กับผู้บริโภคสหรัฐฯ บางส่วน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ การบริโภคและการลงทุนของสหรัฐฯ ขณะที่ ผู้ผลิตจีนจะเริ่มได้รับผลกระทบผ่านการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จากผลของราคา แต่ในระยะยาวหากสหรัฐฯ สามารถนำเข้าสินค้าจากตลาดอื่นทดแทนสินค้าจีนได้มากขึ้น ผลกระทบจะส่งผ่านสู่ผู้ผลิตจีนที่อาจเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้น้อยลงต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ภาคการส่งออกจีนได้รับผลกระทบต่อเนื่องทั้งในปีนี้และอนาคต นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่ว่าสหรัฐฯ ยังสามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตรา 25% จากสินค้านำเข้าจากจีนส่วนที่เหลืออีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในระยะต่อไป (รูปที่ 1)