ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของ “โคนิก้า มินอลต้า” จะเป็นกลุ่มบริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย โดย บริษัทฯ กำลังดำเนินการตามกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเติบโตทั้งในกลุ่มธุรกิจสำนักงาน และกลุ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ระดับมืออาชีพ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มผลกำไรโดยการเพิ่มยอดขายและการปฏิรูปโครงสร้างต้นทุน ซึ่ง "i-Series" Konica Minolta ต้องการที่จะมุ่งเน้นไปที่"ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” และเราต้องการเป็นหุ้นส่วนกับคุณโดยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจของคุณไปด้วยกัน
“ปัจจุบันเครื่องมัลติฟังก์ชั่น มีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์การใช้เครื่องมัลติฟังก์ชั่น นั้นจะเพิ่มขึ้นกับกลุ่มธุรกิจ, SME ขนาดกลาง-ใหญ่, กลุ่มบริษัทออฟฟิศ, สถานประกอบการต่างๆ เพราะสะดวก เรียบง่าย ไม่กินพื้นที่มากเกินไป ลดความซ้ำซ้อน สามารถใช้ทำงานได้หลายแบบในเครื่องเดียว และด้านความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น นั้นก็คือความคุ้มค่าในการใช้งาน และบริการหลังการขาย เมื่อเกิดปัญหาต้องมี On Site Service ให้บริการถึงออฟฟิศ หรือที่ทำงาน อีกทั้งธุรกิจในปัจจุบันเริ่มตระหนักถึงความปลอดภัยในการพิมพ์มากขึ้น ผู้ให้บริการเครื่องมัลติฟังก์ชั่น จำเป็นที่จะต้องหาโซลูชั่นต่างๆสำหรับป้องกันภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นด้วย รวมทั้ง click charge rate ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกซื้อ ยิ่งถ้าทำ click charge rate ในราคาที่คุ้มค่า ผู้บริโภคยิ่งมีการตัดสินใจซื้อที่สูงขึ้นตามลำดับ” สุธิดา กล่าว
สุธิดา กล่าวอีกว่า โคนิก้า มินอลต้า เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ได้ประมาณ 5 ปี โดยมี Market Share ของตลาดเครื่องถ่ายเอกสารสี ประมาณ 11% อยู่ในอันดับ 4 (ข้อมูลปี 2018) ในมูลค่าตลาดเครื่องถ่ายเอกสารปี 2018 ประมาณ 31,000 ล้าน ซึ่งลดลงจากปีก่อน 10% จากภาวะเศรษฐกิจ และในปี 2019 มั่นใจว่าจะดึง Market Share เพิ่มขึ้นประมาณ 15% พร้อมขึ้นไปอยู่อันดับ 3 ในตลาดเครื่องถ่ายเอกสารสี ซึ่งปัจจุบันอัตราการขายเครื่องสีต่อเครื่องขาวดำ อยู่ที่ 42% ต่อ 58%