สำหรับงานในตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการบริหาร” ที่จะเริ่มตั้งแต่ปี 2565 นั้น จะเน้นการดูแลส่วนนักลงทุนสัมพันธ์ (Investors Relations : IR) และการสร้างความยั่งยืนของกิจการตามหลัก ESG (Environmental , Social และGovernance) เพราะบริษัทฯ ตระหนักว่า การบริหารจัดการที่ดีต้องการ การสื่อสารที่ดี โดยเฉพาะการสื่อสารกับผู้ลงทุน ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญและเป็นความรับผิดชอบในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนงานด้าน ESG ที่ผ่านมาเป็นงานที่ SABINA ให้ความสำคัญมาตลอด และการปรับโครงสร้างองค์กรให้ครั้งนี้ จะทำให้งานด้าน ESG ของบริษัทฯ เข้มแข็งและมีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ทางด้าน ดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการส่งเสริมธุรกิจ SABINA กล่าวว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” ในเดือนมกราคม 2565 แล้ว ภารกิจแรกจะเป็นการสร้างความชัดเจนในเป้าหมายและทิศทางของบริษัทฯ ให้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรภายในองค์กร คู่ค้า ตลอดจนนักลงทุน เพื่อให้ทุกส่วนเข้าใจตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำไปสู่การขับเคลื่อน SABINA ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
โดยกรอบการทำงานจะอยู่ภายใต้เป้าหมายการดำเนินงานที่แบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและเป้าหมายระยาว โดยเป้าหมายระยะสั้น (1-3 ปี) จะวางไว้ในรูปแบบของพันธกิจหรือ Company Mission เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงาน และจะมีการวางเป้าหมายย่อยในแต่ละส่วนโดยใช้เครื่องมือในการตั้งเป้าหมายและกำหนดตัววัดผล (OKR : Objective Key Result) เพื่อให้ง่ายต่อการวัดผลและทำงานในการปฏิบัติจริง ซึ่ง OKR ของทุกหน่วยงานในองค์กรจะต้องสอดคล้องกัน เพื่อส่งเสริมให้ OKR ที่เป็นภาพรวมขององค์กรประสบความสำเร็จ ขณะที่เป้าหมายระยะยาวจะถูกวางไว้ในปณิธานและวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ หรือ Company Purpose & Vision โดยจะเป็นการวางรากฐานของบริษัทฯ และแบรนด์ เพื่อให้เห็นว่าบริษัทฯ มีความตั้งใจและปรารถนาอย่างแรงกล้าในการดำเนินธุรกิจ อย่างไร
“ภารกิจของซีอีโอ จะต้องเชื่อมส่วนต่างๆ ให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายร่วมกัน สามารถสื่อสารและทำให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาพที่ชัดเจนเป็นภาพเดียวกัน เป็นการนำภาพส่วนเล็กๆ มาต่อให้เป็นภาพใหญ่ และจะทำให้ส่วนงานที่รับหรือส่งต่องานให้หน่วยงานอื่นมองเห็นภาพที่กว้างขึ้น นำมาซึ่งการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และเข้าใจกันและกันมากขึ้น (Empathy) รวมถึงลดความขัดแย้งและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ทำน้อยแต่ได้มากขึ้น เรียงลำดับความสำคัญในการทำงานทุกอย่าง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจในการนำบริษัทฯ ไปสู่การเป็น Lean Enterprise ในที่สุด” ดวงดาว กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายดังกล่าว ยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดจากภายนอก โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ SABINA ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการรับมือกับปัจจัยที่ไม่คาดคิด รวมถึงการปรับตัวอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแผนธุรกิจอย่างทันสถานการณ์ และยังรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้แม้ในภาวะที่ยากลำบากที่สุด ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่า หลังจากนี้จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต รวมถึงสามารถจำกัดความกลัวและความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เพื่อต่อยอดความสำเร็จและรักษาอัตราการเติบโตของกิจการไว้ได้ต่อไปในอนาคต