ว่ากันว่ากุญแจแห่งชัยชนะในสนามธุรกิจคือการส่งมอบสิ่งที่ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด แต่ถึงกระนั้นกว่าลูกค้าจะพึงพอใจก็ต้องได้มาซึ่งสินค้าและบริการที่ดีเยี่ยม แบรนด์สามารถทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้อย่างทะลุปุโปร่ง และเมื่อใดที่ลูกค้ามองเห็นความต่างระหว่างสินค้าของคุณและคู่แข่ง เมื่อนั้นชัยชนะก็จะเป็นของคุณในที่สุด
แต่ก็อีก จะทำอย่างไร? วันนี้เราจะขอพาผู้อ่านและแฟนๆ BrandAge Online มาทำความรู้จักกับคำว่า ความแตกต่าง หรือ Differentiation ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะในโลกของการแข่งขันทั้งปวง
เอาล่ะก่อนที่จะคิดว่าสินค้าจะต้องวางตำแหน่งอย่างไรก็ต้องเริ่มต้นจากการตลาดที่แตกต่างอย่างชัดเจน เพื่อที่จะวางตำแหน่งนั้นให้ลูกค้าได้เห็นคุณค่ามากกว่าที่คู่แข่งเสนอให้ ซึ่งความแตกต่าง ถ้าจะให้พูดจริงๆ ก็กว้างเสียจนจับประเด็นไม่ได้ เพราะใครๆ ก็บอกว่าตัวเองแตกต่าง
ต้องพึ่งมือหมอศัลยกรรมเพื่อให้แตกต่างหรือเปล่า ตอบเลยว่าไม่ เพราะเรามีแนวทางที่แบรนด์ของคุณสามารถนำเสนอความแตกต่างให้ต่างไปจากคู่แข่งได้จะมีอะไรบ้างนั้นลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ
Product Differentiation
การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ เอาเข้าจริงๆ ข้อนี้เหมือนง่าย แต่ยากนะ เพราะรูปลักษณ์โดยทั่วไปถ้ามองเผินๆ อาจจะไม่สามารถสร้างความแตกต่างกับคู่แข่งได้เลย แต่ถ้าใช้กึ๋นของนักการตลาดสักหน่อยละก็ ไม่ยากแน่ๆ ในการสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ทำได้โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สมรรถนะการใช้งาน การออกแบบ ความลงตัวในการใช้งาน ความคงทน ความเชื่อถือ หรือแม่แต่ความสะดวกสบายในการซ่อมแซม ถ้าสามารถเข้าใจจุดใดจุดหนึ่ง หรือทุกจุดในนี้และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ได้ สูตรนี้ไม่ใช่เรื่องยาก
Service Differentiation
ส่วนของการให้บริการก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่แบรนด์ต้องใส่ใจ เพราะจะเป็นการเพิ่มข้อแตกต่างเข้าไปในลักษณะทางกายภาพของแบรนด์ บางองค์กรได้เปรียบคู่แข่งในแง่ของความสะดวกแลัความเร็วในการส่งมอบ หรือพวก การติดตั้ง การซ่อมเเซม การให้คำปรึกษา หรือแม้แต่การฝึกอบรม สิ่งนี้จะช่วยทำให้ลูกค้าจดจำและมองข้ามเรื่องของราคาไปเลย
Channel Differentiation
ข้อนี้ไม่ยาก แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความสอดคล้องกันของสินค้าและลูกค้าเป้าหมาย แบรนด์สามารถออกแบบช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมตลาดได้ ลูกค้าจะจดจำคุณจากช่องทางที่เข้าถึงแบบทะลุทะลวงซึ่งนั่นก็ต้องมากจากความเข้าใจที่กล่าวข้างต้น แต่ในปัจจุบันพาร์ทเนอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน สมาชิกในช่องทางแต่ละระดับ ตั้งแต่ ตลาดค้าส่ง ค้าปลีก ดีลเลอร์ โชห่วย อยู่ที่ว่าแบรนด์จะเลือกใช้ความชำนาญในช่องทางระดับไหนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
People Differentiation
การสร้างความแตกต่างทางด้านบุคลากรเป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะบางแบรนด์จ้างบุคลากรที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน อย่างเช่น บุคลากรของดิสนีย์ เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี ร่าเริง หรืออย่างสายการบินของสิงคโปร์มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสายการบินที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่อุปนิสัยอ่อนโยน
Image Differentiation
บางครั้งการนำเสนอสิ่งที่มองว่าเหมือนกันให้กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อเองจะเป็นคนตัดสินว่าจะสามารถรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของแต่ละแบรนด์ภาพลักษณ์ของแบรนด์ควรนำเอาลักษณะเด่นของสินค้าและการวาง Positioning มาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งการจะพัฒนาจุดเด่นของภาพลักษณ์ได้นั้นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และการทำงานที่ทุ่มเท เพราะต้องอย่าลืมว่าแบรนด์ไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ในใจคนได้ชั่วข้ามคืนหรือการโฆษณาเพียง 2-3 ครั้ง
นี่เป็นเพียงสูตรในเบื้องต้นที่คุณและแบรนด์สามารถหยิบไปเพื่อไปเป็นส่วนผสมขององค์กร จะเลือกสูตรไหนก็วิเคราะห์กันตามเหมาะสมนะครับ