ศักดิ์ณรงค์ แสงสง่าพงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแนวคิด ปรับกลยุทธ์และวัฒนธรรมองค์กรให้เปิดรับการใช้เทคโนโลยีหรือแม้กระทั่ง AI อย่างเต็มตัวและแพร่หลาย รวมถึงการเปิดรับความร่วมมือกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันสำหรับทุกฝ่าย จนนำไปสู่การยกระดับธุรกิจภาคการผลิตในองค์รวมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดอบรมหลักสูตรสร้างเสริมศักยภาพผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล หรือ eDIT (Executive Program in Digitalization Industry of Thailand) ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยมุ่งหวังจะช่วยผลักดันและกระตุ้นการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Industry 4.0 อย่างจริงจัง”
นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ยังร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะรวมถึงการสร้างโอกาสการฝึกงานให้กับนักศึกษา อันจะเป็นการพัฒนาแรงงานคุณภาพซึ่งมีทักษะจำเป็นต่างๆ ในยุคดิจิทัลเพื่อป้อนบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต
ในส่วนของภาคการศึกษา ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มองว่าการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเป็นส่วนสำคัญในการสานต่อกลยุทธ์ปฏิรูปธุรกิจให้กลายเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ “ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการปรับกลยุทธ์มุ่งสู่ยุคดิจิทัลยังต้องการพันธมิตรที่สามารถเปลี่ยนแผนงานให้เป็นระบบที่ใช้งานได้จริง ขณะที่พันธมิตรกลุ่มนี้ก็ต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ควรต้องร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แข็งแรงให้กับประเทศไทย” ศ.ดร. สุชัชวีร์กล่าว “นอกจากนี้ ภาคเอกชนเองก็ต้องปลูกฝังทัศนคติในเชิงรุกให้มากขึ้น และพยายามวางเป้าหมายให้องค์กรก้าวขึ้นไปแข่งขันกับผู้นำในอุตสาหกรรมของตนเอง เพราะการแข่งกับตัวเองในยุคที่ธุรกิจทั่วโลกมีโอกาสในการแข่งขันและเติบโตมากกว่าที่เคยคงไม่เพียงพออีกต่อไป”
ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้นำเรื่องราวความสำเร็จของ บริษัท อีแอนด์เอช พรีซิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (E&H Precision (Thailand) Co., Ltd.) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ทั้งในไทย อินเดีย และเม็กซิโก มาเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างแนวคิดและแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการ หลังจากที่ทางบริษัทได้เริ่มนำเทคโนโลยี IoT และ AI เข้าไปใช้ในโรงงาน จนสามารถลดเวลาการหยุดเครื่องจักรเพื่อตรวจสอบและซ่อมบำรุงลงได้ราว 11% และเพิ่มเวลาการผลิตได้เฉลี่ย 30 นาทีต่อเครื่องต่อวัน
นาโอกิ ชิบาตะ (Naoki Shibata) ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนปฏิบัติการ บริษัท อีแอนด์เอช พรีซิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการช่วยยกระดับขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการผลิตเราจึงตัดสินใจพัฒนาโซลูชัน IoT และ AI โดยเริ่มจากการศึกษาด้วยตนเองผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ออนไลน์ของไมโครซอฟท์ ก่อนจะสร้างสรรค์นวัตกรรม IoT บนแพลตฟอร์มคลาวด์ อาซัวร์ เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยระบบนี้จะใช้เซ็นเซอร์อ่านไฟแจ้งสถานะของเครื่องจักรในสายการผลิตเพื่อรายงานข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมส่งสัญญาณเตือนทันทีหากเกิดเหตุขัดข้องที่ทำให้เครื่องจักรต้องหยุดทำงาน นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถตรวจสอบสถานะปัจจุบันของเครื่องจักรแต่ละเครื่องได้จากทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเว็บแอปพลิเคชันที่เข้าถึงได้จากอุปกรณ์ทุกรูปแบบอีกด้วย สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์นั้น ใช้เวลาเพียงจุดละ 5 ที และสามารถดำเนินการให้ระบบพร้อมใช้งานได้ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น”