ศุภลักษณ์ บอกอีกว่า หัวใจสำคัญที่จะเข้ามาช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็คือ ต้องหา Winning Formula ของตัวเองให้เจอ ซึ่งมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรว่าจะมีออกมาอย่างไร สำหรับกลุ่มเดอะมอลล์แล้วถ้าจะพูดถึง Key Success ที่ถือเป็น Winning Formula จะเริ่มต้นจาก Innovation คือต้องมีนวัตกรรมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน มีความคิดนอกกรอบจากที่มีอยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เป็น Unique Outstanding และที่สำคัญจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มี Collaboration ไม่ใช่ทำคนเดียวแต่ต้องมี Alliance ที่ดีด้วย
ปัจจัยในเรื่องดังกล่าวทำให้กลุ่มเดอะมอลล์ต้องมีการจับมือกับพันธมิตรเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนตลาด ไม่ว่าจะเป็นพันธิตรในประเทศอย่าง SCB หรือพันธมิตรระดับโลกอย่าง AEG ขณะที่หัวใจของความสำเร็จอีกส่วนหนึ่งก็คือ Globalization ที่ไม่จำเป็นต้องออกไปเปิดนอกประเทศ แต่ต้องมีพันธมิตรที่เป็นระดับโกลบอล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ
“เรื่องของ Digitalization ก็สำคัญไม่แพ้กัน จะทำอย่างไรให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้สามารถสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ทัน ซึ่งมันต้องใช้เวลา และการลงทุนที่บางครั้งการลงทุนมากไปมันก็ใช่ว่าจะดี แต่มันต้องเป็นการลงทุนที่เหมาะสม ต้องบาลานซ์ระหว่างโลกของออนไลน์และออฟไลน์ คือต้อง Seamless ให้ดี แล้วเราก็ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะ Experienced Journey ของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญมาก จะทำอย่างไรให้พวกเขาอยากออกมา Physical Store ซึ่งเราต้องรักษาเอาไว้ จะไปออนไลน์อย่างเดียวไม่ได้”
ศุภลักษณ์ สรุปทิ้งท้ายว่า หากมองย้อนหลังไปเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ที่เดอะมอลล์เข้ามาในตลาดค้าปลีกใหม่ๆ เดอะมอลล์ถือเป็น New Kids in the Box ที่เข้าตลาดเหมือนเกือบไม่มีความรู้ตรงนี้เลย ตอนนั้นมีเกือบ 25 ห้างรวมทั้งห้างต่างชาติด้วย เราเข้ามาเหมือนน้องใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ แต่เราก็สู้กันมาด้วยการใช้ Innovation ใช้ความคิดสร้าง สรรค์ที่ไม่เหมือนใคร มีการคิดนอกกรอบจากที่เคยมีมา เราคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้มีความแตกต่าง ทำให้มันเป็นเสมือนดีเอ็นเอในการทำธุรกิจค้าปลีกของเรา เพราะทุกครั้งที่เดอะมอลล์ทำจะเห็นได้ว่ามันมีจุดที่เป็นการสร้าง Benchmark ขึ้นมาใหม่ มีจุดแตกต่าง มีจุดที่สร้างนวัตกรรมขึ้นมาใหม่ๆ มี Attraction ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนแทบทั้งสิ้น......