จากมะม่วง 3 ต้น สู่แบรนด์ระดับโลก
เทรเวอร์ วางเป้าหมายไว้ว่า 50% ของสาขาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะเป็น Mango Tree Kitchen และ Grab & Go โดยเฉพาะ Grab & Go จะเน้นเปิดสาขาอยู่ภายในสนามบิน รวมถึงศูนย์กลางการขนส่งเป็นหลัก ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าว จะเป็นการตอบโจทย์ความสะดวกสบายของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีวิถีการดำเนินชีวิตแบบเร่งรีบ โดยมุ่งเน้นไปที่เมนูอาหารจานเดียวอย่างผัดกะเพราเนื้อสับราดข้าวและไข่ดาว ข้าวมันไก่ ผัดไทย เป็นต้น ล้วนเป็นเมนูที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เหมาะสำหรับจำหน่ายในสนามบิน และสถานีรถไฟ โดยทางร้านจะให้บริการอาหารไทยที่ปรุงสดใหม่พร้อมกล่องสำหรับถือได้อย่างสะดวกสบาย
ปัจจุบันมีสาขาที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ และอีก 6 สาขา ในประเทศญี่ปุ่น เช่น สถานีโตเกียว และมีแผนจะเปิดในสนามบินที่ประเทศฮ่องกง และสิงคโปร์ เพราะจากการทำรีเสิร์ช 66% ของผู้ที่เดินทางทั่วโลก คือ คนเอเชีย และคนเอเชียรู้จักอาหารไทยเป็นอย่างดี
“แม็งโกทรีเป็นตัวแทนของอาหารไทยในทั่วโลก เราจึงมีวิสัยทัศน์ที่ดีเกี่ยวกับโอกาสในการเติบโต โดยคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 40 ล้านคน ที่จะเข้ามาประเทศไทยในปีนี้ ส่วนใหญ่จะกลับไปพร้อมความคิดถึงอาหารที่ขึ้นชื่อของประเทศไทย สิ่งนี้สร้างโอกาสที่ยอดเยี่ยมให้กับเรา ด้วยการนำเสนออาหารไทยต้นตำรับที่มีรสชาติเหมือนกับที่ทำในประเทศไทยให้กับพวกเขาเหล่านั้น และหวังว่า แบรนด์ของเราจะได้เสิร์ฟอาหารที่ดีให้กับทุกคน และทุกที่”
นอกจากนี้ แม็งโกทรียังมีแผนยกระดับบาร์ และร้านอาหารไทยสุดหรู เพื่อรองรับกลุ่มไฮเอนด์ในเมืองใหญ่ ได้แก่ “แม็งโกทรี กวางโจว” (Mango Tree Guangzhou) ตั้งอยู่ในศูนย์การเงิน CTF เมืองกวางโจว ประเทศจีน (Guangzhou CTF Finance Centre) บนอาคารสูง 530 เมตร ได้รับรางวัลมิชลินเพลท (Michelin Plate) ในปีนี้
รวมถึง “แม็งโกทรี มุมไบ” (Mango Tree Mumbai) ประเทศอินเดีย ได้รับเลือกให้เป็น "ร้านอาหารไทยที่ดีที่สุด" ของเมืองจากงาน Times Food and Nightlife 2019 ดังนั้น ทั้งประเทศอินเดีย และจีน จึงเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น รวมถึงได้ตั้งเป้าหมายขยายสาขาในทำเลศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญในภูมิภาคยุโรป อีกทั้งยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขยายตลาดในตะวันออกกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของแมงโก้ทรีคิดเป็น 75% และโคคา 25% จากรายได้รวม และในอีก 5 ปี สัดส่วนรายได้จะปรับเป็น 50:50 เนื่องจากมองเห็นความสำเร็จของแม็งโกทรี จึงมีแนวคิดจะขยายเครือข่ายร้านสุกี้โคคาในแพลตฟอร์มเดียวกันกับแม็งโกทรีด้วยเช่นกัน