เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมร้านอาหารประเภทจานด่วนอย่างเคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์ ถึงต้องใช้ “สีแดง” เป็นสี หลักของแบรนด์
เหตุผลหลักที่เคเอฟซี รวมถึงแบรนด์ร้านอาหารประเภท Quick Service Restaurant อีกหลากหลายแบรนด์ เลือกใช้ สีแดง เป็นสีหลักของแบรนด์นั้นมาจากหลักการทางจิตวิทยาของสี (Color Psychology) และกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้น ผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น
1. กระตุ้นความอยากอาหาร ทั้งนี้ก็เพราะสีแดงเป็นสีที่มีพลังงานสูงและมีอิทธิพลต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์ มีการวิจัยพบว่าสีแดงสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและเพิ่มความดันโลหิตเล็กน้อย ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหิวหรือ อยากอาหารมากขึ้น
2. สร้างความรู้สึกเร่งด่วนและกระฉับกระเฉง โดยสีแดงเป็นสีที่ดึงดูดสายตาและสร้างความรู้สึกตื่นเต้น มีพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ "อาหารจานด่วน" ที่เน้นความรวดเร็วในการบริการ การบริโภค และการหมุนเวียนของลูกค้า
เช่นเดียวกันกับในมุมของธุรกิจ สีแดงจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ารับประทานอาหารเร็วขึ้นและออกจากร้านเร็วขึ้น ทำให้ สามารถรองรับลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาจำกัด ตาม Core หลักของร้านอาหารประเภทนี้ ที่เน้นความรวดเร็วในการให้บริการ หรือในการรับประทาน
3. สีแดงยังช่วยดึงดูดความสนใจได้ดีเยี่ยม ทั้งนี้ก็เพราะว่าสีแดงเป็นสีที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดสีหนึ่ง แม้จากระยะ ไกล จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับป้ายโฆษณาหน้าร้านที่ตั้งอยู่ริมถนนหรือในศูนย์การค้า ช่วยให้ผู้คนสังเกตเห็นแบรนด์ได้ง่ายและรวดเร็ว
4. สร้างการจดจำและการเชื่อมโยงทางอารมณ์ เมื่อผู้บริโภคเห็นสีแดงในบริบทของอาหารจานด่วนซ้ำๆ จะเกิดการ เชื่อมโยงทันทีระหว่างสีแดงกับประสบการณ์การกินอาหารที่รวดเร็ว อร่อย และราคาเข้าถึงได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม แต่ละแบรนด์ไม่ได้ใช้แค่สีแดงเพียงอย่างเดียว แต่ใช้สีอื่นเสริมเพื่อสร้างสมดุล โดยแมคโดนัลด์ ใช้สี แดงคู่กับสีเหลือง ซึ่งสีเหลืองสื่อถึงความสุข การมองโลกในแง่ดี และความเป็นมิตร โดยเฉพาะกับเด็กๆ การผสมผสานนี้ เรียกว่า "Ketcup and Mustard Theory" เป็นการจับคู่สีที่ลงตัวในอุตสาหกรรมนี้
ขณะที่ เคเอฟซีจะใช้สีแดงคู่กับสีขาว เพื่อสื่อถึงความสะอาด ความเรียบง่าย และความน่าเชื่อถือ
ที่เกริ่นมาทั้งหมดนั้นก็เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สีเข้ามาเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการรับรู้ของคนที่จะสามารถ Associate ไปยังสิ่งต่างๆ ที่แต่ละคนมี Perception ด้วยเหตุผลดังกล่าว “สี” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งต่อการสร้างการจดจำให้กับ แบรนด์สินค้าและตัวองค์กร
เช่นเดียวกับที่เคยมีคำกล่าวจากนักสร้างแบรนด์หลายท่านเกี่ยวกับการทำหน้าที่ดังกล่าวของ “สี” ว่า สีจะมีส่วนใน การสร้างการรับรู้ของแบรนด์ สีจะ Reflect ไปถึงธุรกิจที่เขาทำอยู่ โดยสีแต่ละสีจะมี Psychology ของมันว่าสีแดงหมายถึง อะไร สีน้ำเงินหมายถึงอะไร การเลือกใช้แต่ละสีมันจะเป็นกฎเกณฑ์ของมันว่าจะแทนความหมายหรือความรู้สึกนึกคิดในด้าน ใดเกี่ยวกับแบรนด์

โดยสีเข้ามามีส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์มาช้านาน เพราะว่าเวลาที่คนเห็นแบรนด์ก็จะเห็นผ่าน Graphic หรือ เห็นผ่าน Application ต่างๆ ที่ออกมาจากแบรนด์ทำให้การสื่อสารแบรนด์ที่คนจะจดจำได้ 70% คือโลโก้ ในส่วนของโลโก้จะมี 2 ส่วนสำคัญ คือสัญลักษณ์และสี ซึ่งคนจะจดจำแบรนด์จากสีได้อย่างชัดเจนจากความคุ้นเคยที่มีการตอกย้ำมาอย่างยาวนาน เช่น เมื่อเห็นสีแดง เราจะนึกถึงโค้ก หรือเมื่อเห็นสีเขียวจะนึกถึงไฮเนเก้น เป็นต้น
การฝังการรับรู้แบรนด์ผ่านทางสี จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตอกย้ำอย่างต่อเนื่อง เมื่อสีมัน Associate กับแบรนด์ได้ มันจะช่วยให้ง่ายต่อการสื่อสารออกไป เพราะเมื่อเรามีแบรนด์ที่แข็งแรงพอเราจะสามารถเป็นเจ้าของสีนั้นๆ ได้
ขณะที่ผลวิจัยของหลายสำนักมักจะระบุว่า 73% ของการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า มักจะเกิดขึ้น ณ จุดขาย ฉะนั้น สินค้าที่มีสีสันสะดุดตา และสามารถสื่อความหมายได้ดีที่สุด ย่อมจะมีโอกาสชนะใจบรรดานักช้อปได้มากที่สุด
เช่นกัน สีสันจึงมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสินค้า (Brand Identity) ในท้องตลาด ไม่ว่าจะ เป็นการใช้บรรจุภัณฑ์หลากสีสัน หรือโทนสีที่สะดุดตาดึงดูดสายตาของผู้ซื้อได้ในระยะไกลของสินค้าแบรนด์ดังหลายๆ แบรนด์
อย่างไรก็ตาม สีสันในโลกใบนี้ยังมีเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนสินค้าหรือบริการที่มีมากมายในท้องตลาด Color Wars จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ในโลกของการแข่งขันทางการค้า
การสร้างความต่างให้สินค้าและบริการด้วยสีสันที่มีอยู่จำกัด จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยต้องคำนึงถึงสูตร สำเร็จในการใช้สีเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อ Identity หรือเอกลักษณ์ของทั้งแบรนด์และองค์กร ซึ่งจะต้องเข้าถึงคุณสมบัติต่อไปนี้ ในเวลาเดียวกัน
1.สีต้องเป็นเสมือนสื่อกลางในการถ่ายทอดสาร (Message) ที่สินค้าและบริการต้องการสื่อออกมา โดยอาศัยผล การวิจัยผู้บริโภคมารองรับ เพราะสีที่คู่ควรกับสินค้าและบริการย่อมมีค่ามากกว่าคำบรรยายหลายร้อยพันคำ
2.การใช้สีต่างๆ ร่วมกันจะต้องมีการผสานกันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าสีเหล่านั้นจะมีโทนดุดันหรือนุ่มนวลแค่ไหนก็ตาม แต่ทั้งหมดจะต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างลงตัว และ
3.สีจะต้องส่งผลต่อการมองเห็นตามที่มุ่งหวัง เพราะในแง่ของวิทยาศาสตร์ สีมักทำปฏิกิริยากับการมองเห็นของคน เราเป็นอันดับแรก บางครั้งกล้ามเนื้อตาอาจจะผ่อนคลายหรือเกร็งตัว รูม่านตาอาจจะขยายหรือหดตัว ขึ้นอยู่กับความแรงของ โทนสี เราอาจจะรู้สึกว่าสีบางสีโดดเด่นขึ้นมา ในขณะที่สีอื่นๆ ค่อยๆ ลดบทบาทลง
ทำให้สีแต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะมีความหมายอย่างไร แต่คนเราก็มักจะมีสีโปรดในดวงใจ กันแทบทุกคน แต่ทราบหรือไม่ สีแต่ละสีก็มีความหมายอย่างไรในแง่ของจิตวิทยา!!!

The Psychology of Color
อารมณ์การรับรู้เกี่ยวกับเรื่องสีในแต่ละสี ส่วนใหญ่จะออกมาในความหมายทางจิตวิทยา คือ
สีแดง จะหมายถึงความตื่นเต้น ฮึกเหิม กามารมณ์ ความปรารถนา ความเร็ว อันตราย
สีฟ้า : ความไว้วางใจ เชื่อมั่น เยือกเย็น
สีเหลือง: ความอบอุ่น สดใสชื่นบาน ความสุข
สีส้ม : ขี้เล่น กระตือรือร้น กระฉับกระเฉง
สีเขียว : ธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ สดชื่น สงบเย็น การเติบโต
สีม่วง : องอาจ สง่าผ่าเผย ลุ่มลึก
สีชมพู : หวาน นุ่มนวล น่าทะนุถนอม ความปลอดภัย
สีขาว : บริสุทธิ์ สะอาด ละมุนละไม เยาว์วัย
สีดำ : สง่างาม ภูมิฐาน ลึกลับน่าค้นหา
สีทอง : มีเกียรติ มั่งคั่ง ล้ำค่า
สีเงิน : มีเกียรติ เยือกเย็น ล้ำยุค
Corporate Color
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าธุรกิจประเภทไหนต้องใช้สีอะไร แต่มันมีกรอบกว้างๆ ซึ่งมาจากจิตวิทยาในการรับรู้ของคน ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าพูดถึงธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นธนาคารลักษณะไหน สิ่งหนึ่งที่จะต้องมีก็คือความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ ธนาคารส่วนใหญ่จึงมักจะใช้โทนสีค่อนข้างดูขรึมเป็นทางการ เพราะภาพพจน์ขององค์กรมีผลโดยตรงกับสีที่ใช้สื่อสาร
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถออกไปจากสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีหลักที่หลายธนาคารใช้กันได้ ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของการสื่อสารการตลาดและการวางตำแหน่งทางการตลาดในช่วงนั้นๆ
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือเวลาที่สีไป Associate เกี่ยวกับแบรนด์ มันจะต้องอยู่ไปตลอด หรืออยู่ไปให้นานที่สุด ด้วยเหตุนี้องค์กรขนาดใหญ่จึงเลือกใช้สีที่ไม่เป็นแฟชั่น เราจึงเห็นแต่สีหลักๆ อยู่คู่กับแบรนด์ดังๆ มาตลอด อย่างเครื่องใช้ ไฟฟ้าแบรนด์ดังอย่างซัมซุง โซนี่ พานาโซนิคจะอยู่คู่กับสีน้ำเงิน เพราะองค์กรขนาดใหญ่เวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไร มันจะ กระทบหรือมี Effect กับสิ่งรอบข้างค่อนข้างมาก
สิ่งสำคัญที่สุดของการทำ Branding รวมถึงการ Branding องค์กรด้วยก็คือความต่อเนื่อง ยิ่งถ้าเราให้เขาเห็นแบบ ต่อเนื่องมากเท่าไรก็ยิ่งจดจำได้มากเท่านั้น และนั่นจะส่งผลให้เขารู้สึกได้ดีถึงสีที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา
เพราะวันนี้ สีได้เข้ามามีบทบาทในการรับรู้ในทุกๆ ด้านของมนุษย์ แบบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวันไปแล้ว.....