Discipline Spending
ส่วนเรื่องแพลตฟอร์ม Facebook ก็ยังมาเป็นอันดับ 1 ที่แบรนด์เลือกใช้มีสัดส่วนอยู่ที่ 29% คิดเป็น 5,762 ล้านบาท
ตามมาด้วย YouTube 20% คิดเป็น 4,120 ล้านบาท ครีเอทีฟ 10% คิดเป็น 2,108 ล้านบาท
ที่น่าสนใจก็คือสินค้ากลุ่มยานยนต์ มัสัดส่วนการใช้ Facebook สูงสุด อยู่ที่ 678 ล้าน แต่ตัวเลขรองลงมากลับเป็น Display ที่ 496 ล้านบาท เนื่องจากรถยนต์เป็นสินค้าประเภท High Involvement การสร้างการรับรู้และ Engagement อาจจะไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องให้ลูกค้าเข้าไปดูข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ของสินค้าด้วยเช่นกัน
ส่วนที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือกลุ่มครีเอทีฟ เนื่องจากแบรนด์ลงมาให้ความสำคัญกับการทำ Production ในการสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย โดยยังคงคอนเซ็ปส์ของเนื้อหาไว้ในเรื่องเดียวกัน
การเติบโตของเม็ดเงินสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้เงินโฆษณา และพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน
แต่อย่าลืมว่าบทบาทของ “ดิจิทัล” เข้ามาอยู่ในจุดที่พวกเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วหรือไม่ ถ้าเข้าใจแล้วใช้อย่างมีประสิทธิภาพก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
หากแต่ถ้ายังขาดความเข้าใจถึงรูปแบบการใช้งาน และเป้าหมายที่แท้จริงของโฆษณาในรูปแบบนี้ แล้วยังใช้เงินสูงขนาดนี้ ก็อาจเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
โฆษณาดิจิทัล ควรที่จะเติบโตและพัฒนาไปพร้อมๆ กับความรู้ ความสามารถ และความพร้อมขององค์กรในการ Transoformation
อย่าลืมว่า ดิจิทัล ไม่ใช่เเค่เรื่องของ “โฆษณา”
แต่ดิจิทัลเป็นเสมือนกับ Asset ที่เป็นขุมพลังที่สามารถดึงเอาความเข้าใจของลูกค้าออกมาสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าได้ ซึ่งจุดนี้มักจะถูกมองข้ามไป
ท้ายที่สุดแล้ว “ความสมดุล” ของการใช้สื่อ และ “พฤติกรรมการรับสื่อ” ก็ยังคงเป็นเรื่องที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขยอดไลก์ ยอดแชร์ที่เอามาวัดความสำเร็จของแคมเปญกัน