ที่น่าสนใจก็คือ เอ็มเค มีแบรนด์ร้านอาหารไทยอยู่ในเครือถึง 2 แบรนด์คือ เลอสยาม มีสาขารวม 3 สาขา และร้านอาหารไทย ณ สยาม อีก 1 สาขา ซึ่งครั้งหนึ่งคุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เคยให้พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า ร้านอาหารไทยที่เป็นอาหารไทยจริงๆ จะถูกมองว่ามีแวลู่น้อยกว่าร้านอาหารประเภทอื่นๆ ในสายตาของผู้บริโภค การขยายฐานการเติบโตของร้านอาหารไทยจึงมีออกมาให้เห็นไม่มากนัก
สำหรับการซื้อแหลมเจริญซีฟู้ดนั้น ภาพของการเป็นร้านอาหารซีฟู้ดที่ติดตัวมากับแหลมเจริญซีฟู้ดค่อนข้างจะแข็งแกร่ง ทำให้สามารถนำมาต่อยอดในการสร้างการเติบโต โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ได้อีก
ปัจจุบัน แหลมเจริญซีฟู้ด มีสาขาอยู่ในมือ 25 สาขา แม้จะเข้าตลาดมานาน แต่แหลมเจริญซีฟู้ดเองก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการขยายสาขา เพราะภาพที่ติดมากับร้านอาหารประเภทซีฟู้ดก็คือความสดใหม่ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การมีลอจิสติกส์ตลอดจนซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง
ดีลระหว่างเอ็มเคกับแหลมเจริญซีฟู้ด จึงเป็นวิน วิน เกม ที่น่าสนใจ เพราะนอกจากความเชี่ยวชาญในเรื่องของการขยายสาขาในศูนย์การค้าหรือโมเดิร์นเทรดแล้ว ระบบซัพพลายเชนของเอ็มเค ถือแข็งแกร่งค่อนข้างมาก จึงสามารถเข้ามาเสริมกันได้อย่างลงตัว
ก่อนหน้านั้น ในปีที่แล้ว เอ็มเคมีการเข้าไปร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านลอจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (SENKO Group Holdings Co., Ltd.) จัดตั้งบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ เพื่อรุกธุรกิจบริการลอจิสติกส์แบบครบวงจร โดย เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นบริษัทลอจิสติกส์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจลอจิสติกส์แบบ “เทิร์นคีย์” คือให้บริการตั้งแต่เรื่องของการซอร์สซิ่งหรือจัดหาสินค้า การทำในเรื่องของการแพ็กกิ้งสินค้า การนำเข้า – ส่งออกสินค้า การซื้อขายสินค้า ตลอดจน ให้เช่าคลังสินค้า และบริการส่งสินค้า คือทำตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงมือผู้บริโภค ทำให้การเข้าตลาดเมืองไทยของบริษัทสายเลือดซามูไรรายนี้ กลายเป็นผู้ให้บริการรายแรกๆ ที่ให้บริการแบบครบวงจร หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ผู้เล่นในตลาดลอจิสติกส์ของบ้านเรา จะเลือกทำตลาดตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของตัวเอง
ไม่เพียงแค่การทำธุรกิจลอจิสติกส์ให้กับลูกค้าที่เป็นบีทูบีเท่านั้น เซนโค ยังมีความเชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าให้กับลูกค้าที่เป็นบีทูซี ซึ่งจะสามารถเข้าไปรองรับกับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้เป็นอย่างดี โดยลูกค้าหลักๆ ของเซนโคในประเทศญี่ปุ่นก็มีกลุ่มค้าปลีกดองกี้ อิออน และแฟมิลี่มาร์ท
จุดแข็งอีกอย่างของเซนโคก็คือ ความเชี่ยวชาญในเรื่อของการขนส่งสินค้าแบบเย็น (Cold Chain) อย่างครบวงจร ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการขนส่งอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้เล่นในตลาดที่สามารถให้บริการด้านลอจิสติกส์แบบเย็นได้ทุกมิติ ซึ่งความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวนี้ สามารถนำมาต่อยอดให้กับการทำธุรกิจให้กับกลุ่มเอ็มเคได้เป็นอย่างดี