ส่วนอีก 12 สาขาที่มีอยู่ จะมีการรีโนเวท เพื่อให้ออกมาในคอนเซ็ปต์ ที่จะมีการพิ่มบริการ Grab & Go และ ดิลิเวอรี่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยปัจุบันนี้สัดส่วนการขายจากดิลิเวอรี่มีไม่ถึง 1% จะเพิ่มเป็น 10% ในปีหน้า ส่วน Grab & Go นี้ จะสามารถทำสัดส่วนการขายในปีหน้าได้ที่ 20% จากตัวเลขประมาณ 5% ในปีนี้
“กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างไดนามิคสูง ต้องการของใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของเมนูที่ต้องมีความหลากหลาย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งการปรับภาพลักษณ์ในครั้งนี้ มีการหยิบเอาเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ 3 แกนเมนูหลักทั้งเมนูชึกซอกต็อกปกกี่, ข้าวผัดเรดซัน, ชิคเก้นบอง มาทำเป็นคอมโบเซต พร้อมลดไซส์ และปรับราคาลดลงเพื่อให้สามารถเข้ามานั่งรับประทานได้ 1 – 2 คน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการใช้บริการได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ลูกค้ากลุ่มเดิมคืออายุ 25 – 35 ปี มีการเข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 2 ครั้งต่อเดือน มีการใช้จ่ายต่อบิล 850 บาท หรือเฉลี่ยต่อคน 350 บาท”
นพวินท์ ยอมรับว่า ตลาดร้านอาหารเกาหลีในบ้านเรา ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนที่นิยมชมชอบเค ป๊อป เพราะอาหารเกาหลีถูกสร้างการจดจำจากหนังซีรีส์มาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเลยค่อนข้างจะ Niche ซึ่งจะเหมือน กับตลาดอาหารญี่ปุ่นเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่เริ่มต้นจากการเป็น Niche เจาะลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมก่อนที่จะสามารถขยายให้ฐานของตลาดเติบโตมาเป็นแมสได้สำเร็จ