ด้าน พอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ถือเป็นแฟรนไชส์ประเภทร้านกาแฟร้านแรกที่บริษัทฯ นำมาบริหาร โดยความร่วมมือครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขยายส่วนงานธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย เจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่และเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกระดับ
ตามแผนที่วางไว้ จะมีการใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท ทั้งด้านการขยายสาขา และการตลาด มีแผนที่จะเปิด 3 สาขาในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งสาขาแรกที่เปิดนี้ เป็นแฟลกชิบแห่งแรกในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในโครงการ “เวลา หลังสวน” ส่วนสาขาที่ 2 มองถึงการเข้าไปเปิดในช้อปปิ้งมอลล์ และสาขาที่ 3 จะเปิดที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยสัญญาแฟรนไชส์ที่ได้นั้นจะครอบคลุมระยะเวลา 10 +10 ปี
“การขอสิทธิแฟรนไชส์เข้ามาทำตลาดนั้น เป็นเพราะเราต้องการเรียนรู้ในเรื่องของมาตรฐานการบริหารจัดการจากเจ้าของแฟรนไชส์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเชน Specialty Coffee ที่เป็นมาตรฐานระดับโลก โดยเรามองถึงการเรียนรู้และนำมาต่อยอดสู่การทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเราที่ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมด คาดว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นจาก 1,000 ล้านบาทในปีนี้ เป็น 3,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีจากนี้ไป”
ผู้บริหารของบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ยังบอกอีกว่า อิมแพ็คมีธุรกิจ Catering ที่ให้บริการกับบริษัทที่มาจัดงาน ซึ่งการได้สิทธิแฟรนไชส์ของเดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ จะทำให้เข้ามาช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้จัดงานที่ต้องการกาแฟระดับพรีเมียมเพื่อให้บริการกับแขกของตัวเอง
เขายังบอกอีกว่า โอกาสทางการตลาดของร้านกาแฟ Specialty Coffee เปิดกว้างค่อนข้างมาก เนื่องจากคนไทยมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของกาแฟมากขึ้น มีรสนิยมในการดื่มที่ไม่เพียงแค่การแก้ง่วง แต่ยังต้องการกาแฟคุณภาพพร้อมกับต้องการรู้ที่มาที่ไป คุณภาพของกาแฟ วิธีการชงที่แตกต่างออกไป รวมถึงต้องการดื่มกาแฟที่สามารถตอบสนองรสนิยมของตัวเองได้ จึงเป็นโอกาสของกาแฟ Specialty Coffee ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
“ที่สำคัญก็คือ เชนร้านกาแฟอินเตอร์หลายๆ แบรนด์มีการปรับราคาขายขึ้นมาจนใกล้เคียงกับราคาขายของร้านกาแฟ Specialty Coffee ทำให้สามารถเข้าถึงได้ไม่ยากนักเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา โดยราคาขายเฉลี่ยต่อแก้วของเราอยู่ที่ประมาณ 120 – 200 บาท ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเชนกาแฟอินเตอร์ค่อนข้างมาก”
เมื่อกาแฟ ตอบโจทย์รสนิยม
หากมองเข้ามาที่ตลาดกาแฟของบ้านเราแล้ว จะพบว่า คนไทยดื่มกาแฟค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่กาแฟผงสำเร็จรูป ไปจนถึงกาแฟคั่วบดในรูปแบบการชงที่เป็นการ “ดริฟท์”
เช่นเดียวกับร้านกาแฟที่มีความหลากหลายไม่แพ้กัน เริ่มจากกาแฟสดในร้านสะดวกซื้อไปจนถึงเชนร้านกาแฟ และกาแฟที่เป็น Specialty Coffee ซึ่งการ “เทรดอัพ” หรือยกระดับการดื่มจากกาแฟทั่วๆไป ไปสู่กาแฟที่มีระดับมากขึ้น ทำให้ตลาดกาแฟของบ้านเรายังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง
พอล บอกกับเราว่า หากสังเกตให้ดี เทรนด์ในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนรุ่นใหม่ในทั่วโลกเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่การดื่มกาแฟกลับมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจ โดยกาแฟจะเป็นเรื่องของการแชร์สถานะ หรือรสนิยมในการดื่มผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้กาแฟกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว
การตอบโจทย์ในเรื่องของรสนิยมนั้น ทำให้รูปแบบการชงกาแฟในปัจจุบันมีหลากหลายมากขึ้น และเทรนด์กาแฟแบบ Mixologist ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่เข้ามาไม่นานนี้แต่ก็ได้รับความสนใจมากซึ่ง Mixologist ก็คือการออกแบบส่วนผสมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากวัตถุดิบต่างๆ ใช้เทคนิคในการนำเสนอให้น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เช่น การทำกาแฟ Nitro Cold Brew ที่ใช้เทคนิคเดียวกับเบียร์ทำให้ได้เครื่องดื่มที่แปลกใหม่ ปัจจุบันเชนร้านกาแฟขนาดใหญ่อย่าง Starbucks, Nescafe Hub หรือ Cafe Amazon ก็มีเมนูเหล่านี้เพื่อช่วยสร้างสีสันให้กับร้าน
ทั้งหมด เป็นการตอบโจทย์การยกระดับประสบการณ์ในการดื่มกาแฟของคอกาแฟในบ้านเราได้เป็นอย่างดี.....