เป็นอีกหนึ่งประเด็นน่าสนในใน Twitter ที่เกิดการพูดคุยเรื่อง “รองเท้านักเรียน” โดยผู้ใช้งานในชื่อ @ToxicUnagidon ได้ทวีตว่า
“เรื่องนึงที่สงสัยมานานคือเรื่องชุดนักเรียนกฏมันเขียนแค่ว่า ‘รองเท้าผ้าใบสีดำ’ ทำไมต้องเป็นผ้าใบทรงนันยาง ทำไมใส่ Ultraboost triple black ไม่ได้ หรือห้ามใส่ถุงเท้าพื้นดำ เพราะส่วนที่พ้นรองเท้าออกมามันก็ทำหน้าที่ถุงเท้าสีขาวปกติ แล้วสินค้าพวกนี้ก็ผูกขาดอยู่แค่ไม่กี่เจ้า”
งานนี้ไม่ใช่เเค่ประเด็นดราม่า แต่เรื่องนี้ซ่อนความน่าสนใจในมุมของธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์ไว้ให้เป็นกรณีศึกษาได้เป็นอย่างดี
ทำเอา จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ต้องออกมาอธิบายที่เพจ facebook : Simple Thoughts by Chakrapol กันเลยทีเดียว
จากการทวีตข้อความดังกล่าวมีผู้ใช้งาน Retweet ไปกว่าหมื่นครั้ง และมีผู้ให้ความเห็นในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง
บ้างก็ว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่อวดรวย
บ้างก็เห็นว่าไม่เหมาะ ไม่ควรบังคับ
บ้างก็ว่ารองเท้าราคาถูก หายบ่อยไม่เป็นไร
บ้างก็ว่าคุณครูเป็นพวกไดโนเสาร์ เราต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ควรจำกัดเสรีภาพ
บ้างก็ว่าเป็นนายทุนผูกขาด มีผลประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจ
จักรพล บอกว่า ผมคงไม่อยู่ในสถานะที่ตัดสินผิด-ถูก หรือ สนับสนุน-คัดค้านใดๆ แต่อยากจะเล่าถึง “ประวัติศาสตร์รองเท้าผ้าใบนักเรียน” ตั้งแต่ในอดีต และพัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการอภิปรายในประเด็นนี้ครับ
ก่อนปี 2500 รองเท้านันยางได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเริ่มแรก รองเท้าผ้าใบนันยาง รุ่น 205-S ที่มีพื้นสีเขียว ถูกออกแบบมาสำหรับนักแบดมินตัน เมื่อเวลาผ่านไป รองเท้าได้ถูกใช้ในกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น เล่นกีฬาประเภทอื่น ทำงาน ไปเที่ยว (ในสมัยนั้น สินค้าเกือบทุกประเภท ยังไม่เจาะกลุ่มพฤติกรรมการใช้แบบสมัยนี้ คือ รองเท้าคู่เดียวทำทุกอย่าง แต่สมัยนี้ ตีแบด กับ ตีปิงปอง ก็เป็นคนละคู่กัน) ด้วยการใช้งานแบบ All-in-one ของรองเท้านันยาง สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักเรียนที่ต้องทำกิจกรรมต่างๆ ถอดเข้า-ออกตลอดเวลา และเดินทางไปโรงเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ ร่วม 300 วันต่อปี ทำให้รองเท้านันยางตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค (นักเรียน) ส่งผลให้รองเท้านันยาง รุ่น 205-S พื้นเขียว ได้รับความนิยมมากขึ้นกระจายไปยังกลุ่มนักเรียน ประกอบกับโครงสร้างประชากรวัยเรียนที่มีจำนวนมากขึ้นในยุคหลังสงคราม ทำให้ในช่วงประมาณปี 2515 – 2530 โดยรองเท้าผ้าใบที่นักเรียนนิยมสูงสุดมี 3 ยี่ห้อ ได้แก่ บาจา (BM2000) แพน และ นันยาง ซึ่งมีรูปทรงและคาแรกเตอร์ของแบรนด์ที่แตกต่างกันชัดเจน
ช่วงปี 2530 – 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ วงการรองเท้านักเรียนไทย (เด็กยุค 80 – 90) เกิดการแข่งขันในตลาดรองเท้านักเรียนอย่างดุเดือดเลือดพล่าน นักเรียนทุกคนเฝ้ารอดูโฆษณาทางโทรทัศน์ ว่า เปิดเทอมนี้ รองเท้ายี่ห้อไหนจะแถม “ของเล่น” อะไร เป็นสิ่งกระตุ้นเร้าให้เด็กและผู้ปกครองตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ยุครองเท้านักเรียนแถมของเล่นรุ่งเรืองประมาณ 15 ปี ได้หมดไปเนื่องจาก 3 สาเหตุหลักๆ คือ
1. เด็กไม่อยากเล่นของเล่นเหมือนกัน และหาซื้อของเล่นแปลกๆ ได้ง่ายขึ้น
2. ร้านรองเท้าลำบากใจในการขาย เนื่องจาก ลูกค้าซื้อรองเท้ายี่ห้อ A แต่อยากได้ของแถมของยี่ห้อ B ซึ่งร้านค้าก็ต้องยอมให้ตามใจลูกค้า เกิดปัญหาการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า
3. การเริ่มต้นของโมเดิร์นเทรดสมัยใหม่ ระบบไม่รองรับการแถมสินค้าในลักษณะดังกล่าว
“ยุคหลังของเล่น” เป็นช่วงที่ตลาดรองเท้านักเรียนเกิดการแข่งขันอีกรูปแบบหนึ่ง มีการอำลาตลาดของผู้เล่นรายเดิมด้วยเหตุผลด้านนโยบายภายใน และการเกิดขึ้นของผู้เล่นรายให้จำนวนมาก เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ อุตสาหกรรมรองเท้าในประเทศไทยในอดีต เป็นการรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างชาติระดับโลกมากมาย แต่เมื่อประเทศจีนและเวียดนามได้ผลักดันนโยบายแรงงาน (ราคาถูก) ทำให้แบรนด์รองเท้าจำนวนมากย้ายฐานการผลิตไป ส่งผลให้โรงงานรองเท้าในประเทศไทยปิดตัวลงจำนวนมาก และอีกส่วนหนึ่งหันกลับมาสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง และมองหาตลาดที่เป็นตลาดใหญ่ นั่นก็คือ ‘ตลาดรองเท้านักเรียน’