สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การปรับพฤติกรรมการซื้อโดยซื้อสินค้าในจำนวนที่ลดลง หรือซื้อพอดีใช้ ซึ่งหากสินค้าหมดก่อนก็จะใช้วิธีการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกไซส์เล็กใกล้บ้านแทน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้ถูกเลือกหยิบสินค้าของตัวเองเข้าไปอยู่ในรถเข็นของลูกค้าจึงมีออกมาให้เห็นมากขึ้น ทั้งเรื่องของการทำแวลู่แพ็ก การใช้ Pricing รวมถึงการขายแบบซื้อ 1 แถม 1 ที่แม้จะถูกมองว่า เป็นการกระตุ้นให้เกิดการนำดีมานด์ในอนาคตมาใช้ แต่ก็ยังถูกนำมาใช้ เพราะสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี
การทำโปรโมชั่นแบบ 1 แถม 1 นี้ ผู้เล่นในตลาดค้าปลีก มีการตั้งราคาไว้สูงกว่าการขายแบบชิ้นเดียว แต่ด้วยจิตวิทยาของการเพิ่มเงินอีกไม่มากก็สามารถได้สินค้าเพิ่มอีก 1 ชิ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้มองในจุดดังกล่าว ผลก็คือ กลยุทธ์ 1 แถม 1 ยังคงถูกใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกบางรายอย่างวัตสัน มีการฉีกหนีไปด้วยการสร้าง “ซิกเนเจอร์ โปรโมชั่น” ของตัวเองขึ้นมาทั้งโปรแบบซื้อชิ้นที่ 2 แค่ 1 บาท หรือการขายแบบบุฟเฟ่ต์ รวมสินค้า 3 ชิ้นในราคาพิเศษ ซึ่งเป็น 2 โปรโมชั่นด้านราคาที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะมีความคุ้มค่า คุ้มราคา อยู่ในตัวเอง
มีสัญญาณบ่งชี้ อีกอย่างถึงกระแสของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ “ความคุ้มค่า คุ้มราคา” มากกว่าแค่การลดราคาทั่วๆ ไป ก็คือ การหันมาอัดพลังอย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของบรรดาผู้เล่นในตลาดค้าปลีกของบ้านเรา ซึ่งในครั้งนี้สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ที่แต่ละรายนำเสนอนั้น ไม่ใช่แค่สินค้า Commodity ทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่ยังมีการข้ามไปปั้นสินค้าที่ต้องใช้การตัดสินใจซื้อมากขึ้นอย่างสินค้าหมวดสกินแคร์ เครื่องใช้ส่วนบุคคลหรือแม้กระทั่งสินค้าในหมวดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ทั้งบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ต่างก็ให้ความสนใจในการปั้นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของตัวเองอย่างเต็มที่
ในตลาดยุโรป ร้านค้าปลีกในหมวดไฮเปอร์มาร์เก็ตนั้น ไม่ได้ถูกเรียกขานเป็น “ดิสเคาน์สโตร์” เหมือนกับบ้านเรา แต่จะถูกเรียกรวมเป็นร้านค้าในแนวของ Value for Money ที่นำเสนอสินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา โดยเฉพาะสินค้าในหมวดเฮ้าส์แบรนด์ที่มีตัวเลขสัดส่วนการขายค่อนข้างมาก อย่างในสหราชอาณาจักร ตัวเลขของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 50% ทีเดียว ขณะที่ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทั้งกาสิโน หุ้นส่วนรายใหญ่ของบิ๊กซีในบ้านเรา และ คาร์ฟูร์ ตัวเลขสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ก็ออกมาใกล้เคียงกับที่สหราชอาณาจักรคือประมาณ 45%
บริษัทวิจัยชั้นนำของโลกอย่าง นีลเส็น เคยทำวิจัยกับคนทั่วโลกเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เมื่อเทียบกับสินค้าแบรนด์เนมโดยพิจารณาจากคุณภาพ ความคุ้มค่ากับเงิน ดีไซน์และวัสดุของบรรจุภัณฑ์ และตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ผลวิจัยที่ได้ พบว่า ในคนทั่วโลก มั่นใจสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ 68% ไม่มั่นใจ 32% ถ้าแยกเป็นแต่ละภูมิภาคจะพบว่า ผู้บริโภคในยุโรปมั่นใจสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ถึง 78% ไม่มั่นใจแค่ 22% ผู้บริโภคในแปซิฟิก ตัวเลขจะออกมาตรงกับคนในยุโรป ขณะที่ในอเมริกาเหนือตัวเลขอยู่ที่ 77%และ 33% ในแอฟริกาใต้ 72% กับ 38% ในละตินอเมริกา 64% และ 36% ส่วนในเอเชีย มีตัวเลขอยู่ที่ 51% กับ 49% (ดูรายละเอียดในตารางประกอบข่าว)
สิ่งที่จับต้องได้ที่แต่ละผู้เล่นในตลาดค้าปลีกระดับโลกพยายามใส่เข้าไปกับการทำตลาดของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ก็คือ การจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา ซึ่งในบ้านเราก็มีการทำตลาดในรูปแบบที่ว่านี้ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกับการเปลี่ยนถ่ายสเตปของไฮเปอร์มาร์เก็ตจากการเป็นร้านค้าที่ขายสินค้าราคาถูกที่เป็น “เบสิก โลว์ไพรซ์” มาสู่การ “ไฮ อิมเมจ โลว์ไพรซ์” คือขายสินค้าที่มากกว่าสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ทั่วๆ ไป