1. AI & Machine Learning
ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีที่คนในวงการโฆษณาเอามาใช้มากขึ้นก็คือ การสอนให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้และแยกแยะอะไรแทนมนุษย์เราได้ เช่น Chatbot หรือการจำแนกสิ่งของ, วัตถุหรือแม้กระทั่งบุคคลผ่านภาพถ่าย เป็นต้น
“ทุกวันนี้เราสามารถเขียนคำสั่งเพื่อสอนคอมพิวเตอร์ได้ทุกอย่างที่เป็นข้อมูล ภาพ วิดีโอ เช่น หากเราทำมือเป็นเงาสัตว์รูปอะไร เงาจะเปลี่ยนเป็นภาพสัตว์นั้นๆได้เลย วิธีการนี้สามารถเอาไปไว้ในพิพิธภัณฑ์เด็กได้ นี่คือข้อดีของ Machine Learning เพราะไม่ตายตัว ประยุกต์ใช้ได้มากมายตามไอเดีย”
2. AR (Augmented Reality)
เทคโนโลยี Augmented Reality นั้นมีใช้มาพักใหญ่แล้ว ในยุคก่อนเราใช้วิธี Detect Marker แต่หลังๆ ที่นิยมใช้กันจะเป็นรูปแทนการ Detect Marker ซึ่งในปัจจุบัน Augmented Reality สามารถเพิ่มลูกเล่นทางการตลาดได้มากกว่านั้น เช่น การถ่ายป้ายทะเบียนรถ แล้วแอพพลิเคชั่นจะสามารถ Derect Marker แล้วจำลองภาพรถในสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นโชว์รูมรถได้
ที่สำคัญคือ ปัจจุบันนี้ระบบ Augmented Reality พัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นจนไม่ต้อง Detect Marker อีกต่อไป นั่นหมายความว่านักโฆษณาสามารถใช้ของทุกอย่างที่กล้องเห็น เช่น พื้น กำแพงเป็นตัว Detect
“เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เรียกว่า SLAM หรือ Markerless AR ซึ่งเราสามารถเอาเทคนิคนี้ไปแตกไอเดียได้ ตัวอย่างการนำ SLAM มาใช้ประโยชน์ เช่น สามารถสร้างคาแร็กเตอร์ให้เดินไปกับเราได้ ทันทีที่ยกกล้องถ่ายกำแพง เพราะระบบนี้มีความแม่นยำเป็นระดับเซนติเมตรหรือเราสามารถยกกล้องถ่ายรถแล้วเดินได้รอบคันของรถที่จะโฆษณาได้เลย”
3. VR (Virtual Reality)
Virtual Reality นั้นมีมา 3 ปีกว่า และเริ่มเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีนี้จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ฮาร์ตแวร์ และคอนเทนต์
ในส่วนของฮาร์ดแวร์ก็สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ มือถือกับเดสก์ท็อป
“มือถือมีข้อดี คือไม่มีสาย ข้อด้อยคือภาพสวยน้อยกว่าเดสก์ท็อป และไม่สามารถ Track เวลาเดิน ทำได้แค่ยืนอยู่กับที่ ส่วนเดสก์ท็อปมีข้อดีคือ มีเพาเวอร์มากกว่า ภาพสวยกว่า เซ็นเซอร์ต่างๆ ติดเพิ่มได้เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวได้
ส่วนคอนเทนต์จะมี 2 แบบคือ สามมิติ ข้อดี คือสามารถเคลื่อนย้ายได้เลย ข้อเสีย คือค่าใช้จ่ายสูง แบบที่ 2. คือใช้ดูแบบ 360 องศา ทั้งภาพและวิดีโอ ข้อดี คือค่าใช้จ่ายไม่สูง ข้อเสียคือ อัดมาแล้วถูกดูแค่มุมมองเดียวเท่านั้น”
เกียรติยศ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในอนาคตเทรนด์การใช้ Digital Technology จะเปลี่ยนจาก Single User Experience ไปสู่ Multiple User Experience เพื่อให้คนหลายคนมีส่วนร่วมพร้อมกันและสามารถส่งต่อหากันได้
ที่สำคัญคือ แต่ละเทคโนโลยีจะสามารถผสมผสานกันได้
เกียรติยศ ได้ยกตัวอย่างของการจัดแสดงผลงาน The Moment of Truth (Il Momento Della Verita) ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งครั้งนั้น เขาสามารถดึงให้คนดูเข้ามามีประสบการณ์ร่วมในบูธของ Cotto ผ่านผนังกำแพงที่มีความยาวถึง 7 เมตร โดยเปิดโอกาสให้คนที่เข้ามาชมงานได้มี Interactive กับงานผ่านความเคลื่อนไหวบนกำแพงที่ลวดลายทั้งหมดล้วนนำมาจากลายเส้นของกระเบื้องที่นำไปจัดแสดง
หรือจะเป็นแคมเปญ Brain Smell ที่ไปจัดแสดงในงาน TED X Bangkok ที่ทีมงานได้ทำกลิ่นออกมา 3 กลิ่นซึ่งแตกต่างกัน แล้วคนที่ดมกลิ่นสมองจะตีความต่างกันจนเกิดเป็นงานศิลปะที่แตกต่างกัน เป็นต้น
“กลิ่นเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ เพราะว่าประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กลิ่นเดียวกันบางคนบอกเป็นกลิ่นท่อไอเสีย บางคนบอกขอนไม้ไหม้ บางคนบอกกลิ่มบาร์บีคิว ภาพที่ออกมาจะเปลี่ยนไปตามคลื่นสมอง”
Bit Studio: BRAIN SMELLS from Bit Studio on Vimeo.
เหล่านี้คือตัวอย่างของการนำเอา Idea เข้าไปผสมผสานกับ Digital Technology อย่างได้ผล