จากผลสำรวจระบุว่า แนวโน้มการปรับขึ้นเงินเดือนขององค์กรธุรกิจมีปัจจัยสนับสนุนโดยวัดจากประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละบุคคล ผนวกกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ จึงทำให้อัตราเฉลี่ยการปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3-5% มากที่สุดในทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังระบุอีกว่ากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่มีอัตราส่วนในการปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3-5% คิดเป็นสัดส่วน 45% จากทั้งหมดรองลงมาเป็นกลุ่มที่ปรับเงินเดือนขึ้น 5-7% คิดเป็นสัดส่วน33% ซึ่งมีปัจจัยมาจากความต้องการสร้างความมั่นคงและดูแลรักษากำลังคนขององค์กร ส่วนองค์กรขนาดกลางมีแนวโน้มจากผลสำรวจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ที่น่าจับตามองจะเป็นกลุ่มองค์กรขนาดเล็กซึ่งอัตราส่วนการปรับขึ้นเงินเดือน10% ขึ้นไปสูงถึง 6% มากกว่าองค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยระบุว่าองค์กรกลุ่มนี้จะเป็น “สตาร์ทอัพใหม่” ซึ่งอาจจะต้องสร้างแรงจูงใจและดึงดูดพนักงาน พร้อมทั้งการรักษากำลังแรงงานให้ทำงานกับองค์กรด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับด้านไอทีโซลูชั่นต่างๆและที่ปรึกษาด้านไอที ทั้งนี้ กลุ่มองค์กรขนาดเล็กซึ่งมีอัตราส่วนในการปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3-5% นั้น มีมากเกินกว่าครึ่ง
นอกจากนี้ยังได้ทำการสำรวจแบบแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจให้บริการ (Service Provider) ธุรกิจด้านการผลิต และธุรกิจการจัดจำหน่าย ระบุว่า กลุ่มธุรกิจให้บริการ มีอัตราส่วนการปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3-5% มีสัดส่วน 47% และอัตราส่วนปรับขึ้นเงินเดือนมากกว่า 5-7% มีสัดส่วน 34% ส่วนธุรกิจด้านการผลิตมีการปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3-5% คิดเป็น 50% ของกลุ่มธุรกิจนี้ แต่ที่ปรับเพิ่มมากกว่า 10% ขึ้นไปมีสัดส่วน 2% เท่านั้นทางด้านธุรกิจการจัดจำหน่าย การปรับขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3-5% มีสัดส่วนถึง 52% และปรับขึ้นเงินเดือน 5-7% มีสัดส่วน 34% (ตามกราฟประกอบ)
สำหรับผลสำรวจเรื่องการจ่ายโบนัสประจำปีระบุว่ามีแนวโน้มการจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 เดือนมีสัดส่วนมากที่สุดทุกกลุ่มองค์กรโดยการจ่ายโบนัส 1 เดือนมีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 42% รองลงมา 2 เดือน อยู่ที่ 34% และ 3-5 เดือนอยู่ที่ 13% ตามลำดับ นอกจากนี้องค์กรขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายโบนัสสูงถึง 5 เดือนขึ้นไป จะเป็นกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมรถยนต์และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต(ตามกราฟประกอบ)