การมองไปยังสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเตรียมความพร้อมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง นับเป็นอีกคุณสมบัติที่ทำให้องค์กรก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำตลาด เหมือนเช่นที่ Buzzebees ได้มาถอดรหัสเทรนด์ต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจองค์กร ทำให้สตาร์ทอัพขนาดเล็กอย่าง Buzzebees ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นผู้นำตลาดกว่า 95% ในด้าน Digital CRM Privilege Platform อย่างครบวงจรในปัจจุบัน
ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด ยังได้เผยถึงเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้าซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อการเข้ามาพลิกโฉมในหลากหลายธุรกิจให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบด้วย 4 เทรนด์ ได้แก่
Blockchain เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม หรือไม่ต้องผ่านคนกลาง ทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ต่างๆ เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น แต่มีความปลอดภัย โปร่งใส ช่วยลดต้นทุนและประหยัดระยะเวลาของขั้นตอนต่างๆ
IoT เป็น Game Changer ต่อจากนี้ไปอีก 50 ปีข้างหน้า และเมื่อ 5G กำลังเปิดให้บริการ ก็ยิ่งสร้างจุดเปลี่ยน เพราะทุกครั้งที่มีอัพเกรดเทคโนโลยียุคใหม่ ก็จะเกิดโอกาสใหม่ๆ ขึ้นอยู่เสมอ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในรูปแบบของ IoT สร้างปริมาณข้อมูลมหาศาล แน่นอนว่าย่อมเกิดโอกาสมากมายสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจ
E-Sport ที่ไม่ใช่เป็นแค่กีฬาในออนไลน์ แต่จะเป็นช่องทางใหม่ของการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ซึ่งจะเป็นช่องทางแห่งการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพราะจำนวนผู้ชม e-Sport จะเพิ่มมากกว่า 645 ล้านคน ซึ่งมากกว่าทุกมหกรรมกีฬายอดนิยมรวมกัน และผู้ชมส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะมีกำลังซื้อในอนาคต
AI และ Machine Learning แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันหลายปีแล้ว แต่ด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ยังมีปริมาณจำกัดต่อการนำไปวิเคราะห์จึงทำให้ยังไม่มีบทบาทมากนัก แต่เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่นาน ทุกอย่างจะทำงานเองอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยีควอนตัมประกอบกับความฉลาดของ AI จะเข้ามาช่วยในเรื่องกระบวนการตัดสินใจแทนมนุษย์
“Buzzebees มองว่าเทรนด์ทั้ง 4 นี้ กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นเราจึงนำเทรนด์ดังกล่าวทั้งหมด มาประยุกต์ไว้อยู่ในบริการของ Buzzebees เพื่อรองรับความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าในอนาคต ด้วยการสร้างระบบธุรกรรมที่มีความปลอดภัยในต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยี Blockchain, บุกเบิกการสื่อสารและการทำตลาดในช่องทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Audience กลุ่มใหญ่ที่อยู่ในทุกที่ทั่วโลก มีการเชื่อมโยงการทำงานในการเก็บข้อมูลและผลิตภัณฑ์ติดอุปกรณ์ IoT ที่ connected ได้ตลอดเวลา รวมถึงนำข้อมูลที่ Machine Learning วิเคราะห์มาช่วยทำให้เราตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น”
เทคโนโลยีและนวัตกรรมการสื่อสารที่ Buzzebees นำมาประยุกต์ใช้ จะทำผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การหลอมรวมธุรกิจ (Aggregate Business) การผสานธุรกิจจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ (O2O หรือ Online to Offline) และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง (D2C หรือ Direct to Customer) ซึ่งปัจจุบัน Buzzebees ได้ให้บริการแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การนำแคมเปญแลกคะแนนสะสม จากช่องทางออนไลน์มาทำการตลาดเพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายหน้าร้านหรือช่องทางออฟไลน์, สนับสนุนข้อมูล Big Data เพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าในทุกแง่มุม แม้แต่การนำเสนอแคมเปญอย่างเหมาะสมตรงกับกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ หรือการจัดหาสินค้าที่ถูกต้องในเวลาที่ใช่ ตลอดจนการทำ Omni – Sale Channel เป็นต้น
“หากแบรนด์ปราศจาก CRM Platform ก็นับเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจลูกค้า หรือเข้าถึงลูกค้า เพราะแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในอนาคตได้ จะต้องสร้างให้ลูกค้ามีลอยัลตี้ ฉะนั้น Big Data เสมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาตลอด 8 ปี เพราะเรามีข้อมูลที่ทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า และสิ่งสำคัญอีกประการที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ ก็คือ ความกล้าที่จะเป็นผู้นำเพื่อสร้างจุดเลี่ยนให้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคดิสรัปชั่น”
ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด กล่าวถึงจุดแข็งของบริษัทว่า Buzzebees มี Big Data เป็นของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานที่ active บนแพลตฟอร์ม กว่า 2 ล้านคนต่อวัน และมีปริมาณการแลกสิทธิประโยชน์สูงถึง 10 ล้านครั้งต่อเดือน สร้างความได้เปรียบให้บริษัทมีปริมาณข้อมูลที่มากพอในการวิเคราะห์พฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นและลอยัลตี้โปรแกรมที่เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมายแต่ละคนได้ ประกอบกับการมีพันธมิตรองค์กรมากกว่า 100 แห่งในหลากหลายธุรกิจ และพันธมิตรธุรกิจค้าปลีก กว่า 20,000 แห่ง ถือเป็น Ecosystem ขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานกว่า 75 ล้านบัญชี ที่เอื้อให้องค์กรต่างๆ สามารถจับมือต่อยอดกันเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี จากการเก็บข้อมูลการทำ CRM Privilege ของ Buzzebees พบว่า กลุ่มลูกค้าหลักที่อยู่ในแพลตฟอร์ม ส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 25-44 ปี โดย 46% ชื่นชอบโปรโมชั่นชิงโชค และ 36% ชื่นชอบการแลกคะแนนสะสมสิทธิประโยชน์ และอีก 8% ชอบทั้งสองอย่าง โดยในส่วนของการชิงโชคที่ดึงดูดและมีผู้ร่วมกิจกรรมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ทองคำ รถยนต์ และสมาร์ทโฟน ตามลำดับ สำหรับสัดส่วนของการเข้าร่วมลอยัลตี้โปรแกรมของลูกค้าในช่องทาง LINE Official มีสัดส่วน 20-50%, สะสมแต้ม มีสัดส่วน 30-70% และอัตราการแลกสิทธิประโยชน์ มีสัดส่วนอยู่ที่ 30-70%