2.เหตุผลจากการที่พลังขับเคลื่อนการตลาดในยุคปัจจุบันจะมาจากคนเจน Z และพวกมิลเลนเนียล ที่สวิตชิ่งแบรนด์ค่อนข้างสูง การผูกพวกนี้ด้วย Brand Love จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำแบรนด์ยุคนี้ ทำให้โลกของการตลาดหรือการสร้างแบรนด์ในยุคนี้มุ่งไปที่การสร้าง Engagement โดยเฉพาะเรื่องของ Emotional Engagement เป็นสิ่งที่หลายแบรนด์พยายามทำผ่านการ Approach ด้วย Emotional
หากมองย้อนไปที่การทำแบรนด์ในยุคก่อนหน้านี้ เราอาจจะพูดถึง Brand Awareness หรือการรับรู้ของแบรนด์ หากลงลึกไปอีกหน่อยก็พูดถึงการวาง Brand Personality แล้วหยิบมาเทียบจูนกับ Personality ของผู้บริโภคให้เคมีตรงกัน ซึ่งวิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลเต็ม 100% เหมือนก่อน เนื่องจากผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีความคิดที่สลับซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มที่เรียกว่ามิลเลนเนียล และเจน Z ที่เติบโตมากับแลนด์สเคปทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
การสร้างความผูกพันด้านอารมณ์จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยสร้างฐานแฟนคลับผ่านการทำตัวเป็น Role Model ซึ่งจะทำได้นั้น แบรนด์จำเป็นต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Sensation ซึ่งเป็น Soft Touch ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาสัมผัสและรับรู้จนเกิดประสบการณ์ร่วม หรือ Brand Experience
พูดง่ายๆ ก็คือ การทำแบรนด์ในยุคนี้ ต้องทำให้แบรนด์มีชีวิตด้วยการใส่ความเป็นคนเข้าไปให้มากที่สุด ถ้าเป็นสมัยก่อน การพูดลอยๆ ขึ้นมาแบบนี้อาจจะฟังดูเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทอย่างมาก เจ้าของแบรนด์สามารถที่จะเติมเต็มความเป็นคนลงไปในแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการที่แบรนด์ยุคใหม่จะสามารถสนทนาหรือแสดงความรู้สึกได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะโซเชียลมีเดียทำให้การสื่อสารแบบ One to One เป็นเรื่องทำได้ง่ายดาย
การทำให้แบรนด์มีชีวิตนั้น จะช่วยในแง่ของการสร้างความผูกพันที่โยงไปสู่การสร้างแฟนคลับ หลังจากสร้างแฟนคลับได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปถึงจะเป็นการเปลี่ยนจาก Like เป็น Love ซึ่งแต่ละแบรนด์ ที่นำเสนอต่างก็มีเทคนิคและแทคติคที่แตกต่างกัน
โค้ก คือตัวอย่างของการทำในเรื่องนี้ การสื่อสารแบรนด์ผ่านในเรื่องของ Passion & Inspiration ทำให้ภาพของ “โค้ก” ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นมากกว่าเพียงเครื่องดื่ม เช่น สร้างความสดชื่น สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน การคิดบวก และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยเน้นการสร้างแรงบันดาลใจที่ตรงกับคุณค่าของแบรนด์ ให้กับผู้บริโภคผ่านการสื่อสารและกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังคำนึงถึงวัฒนธรรมและคุณค่าท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่อีกด้วย
โค้กนำ 2 สิ่งนี้มาเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภคอยู่เสมอ เช่น Passion ด้านดนตรีของวัยรุ่นไทย เราสร้างแคมเปญด้านดนตรีมามากมาย ที่ทุกคนยังจำได้ก็คือ Coke Music Awards ที่ Inspire ให้วัยรุ่นออกมาแสดงออกด้านดนตรีตามความฝันของตนเอง หรือ Passion ด้านกีฬาฟุตบอลที่ทำให้มีการสร้างกิจกรรมอย่างฟุตบอล “โค้กคัพ” เพื่อเป็นสนามโชว์ฝีเท้าให้วัยรุ่นที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอลมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี
หากมองถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้แนวคิด Passion & Inspiration ของโค้กประสบความสำเร็จนั้น จะประกอบด้วยปัจจัยหลักๆ คือการเข้าใจวัฒนธรรมและคุณค่าของผู้บริโภคและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการนำ Passion และ Inspiration มาผสมผสานในแคมเปญ หรือโครงการต่างๆ ของโค้ก
ไม่เพียงเท่านั้น โค้กยังใช้ตัวแพ็กเกจจิ้ง เข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือในการสร้างเอนเกจเม้นต์ ผ่านการแชร์ความสุขซึ่งแพ็กเกจจิ้งของโค้กจะมีเมสเสจต่างๆ ที่สะท้อนถึงการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าโดยเฉพาะกับลูกเล่นที่มีการนำชื่อเล่นของคนไทยมาพิมพ์ไว้ในแพ็กเกจจิ้ง เพื่อส่งมอบความสุขให้กับคนไทยในโอกาสต่างๆ
ทั้ง Passion และ Inspiration ที่โค้กนำมาใช้ สามารถปูทางไปสู่การเป็นแบรนด์เลิฟ ที่ไม่เพียงแค่ลูกค้าชาวไทย แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่โค้กประสบความสำเร็จในการเข้าไปเป็น Brand Love ของลูกค้าทั่วโลก
3.Brand Love จะนำพาไปสู่การสร้าง Pocket Demand ที่ต่อยอดสู่การซื้อแบบเป็นประจำในระยะยาว
4.Brand Love ช่วยสร้างในสิ่งที่เรียกว่า Beyond Product เพราะ Brand Love ทำให้ลูกค้าจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงสิ่งที่แบรนด์ส่งมอบให้กับพวกเขา ทำให้สามารถ Engage หรือสร้างความผูกพันได้มากกว่าแค่คุณสมบัติของสินค้า ซึ่งถือเป็นสุดยอดของการทำตลาดหรือการทำแบรนด์ เพราะทำให้สินค้าที่เหมือนกัน แต่ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า เนื่องจากเชื่อมั่นในสิ่งที่แบรนด์ทำออกมา