จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา สร้างผลกระทบและความสูญเสียมากมายทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย หรืออีกมุมหนึ่งก็เป็นคลื่นสนามดิสรัปชันลูกใหม่ที่เข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งในการอยู่รอดขององค์กร ผลักดันภาคธุรกิจให้เห็นความสำคัญของ Digital Transformation และเทคโนโลยี 5G อาจเปรียบได้กับวัคซีนที่จะเป็นหนึ่งความหวังในการอยู่รอดของธุรกิจ และเป็นตัวเร่งการปฏิวัติองค์กรให้เห็นความสำคัญของการนำนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ เพื่อให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่ยังสามารถยืนหยัดและอยู่รอดในยุควิกฤตโควิด-19
เทคโนโลยี 5G โอกาสใหม่สำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสรุปจุดเด่นด้านการใช้งานของ 5G เป็น 3 แกนหลัก เพื่อให้มองเห็นภาพ คือ “การสื่อสารไร้สายความเร็วสูง การสื่อสารกับอุปกรณ์จำนวนมาก และการเชื่อมต่อที่เสถียรและตอบสนองไว” โดยความเร็วของ 5G นั้นสูงถึง 20 เท่าเมื่อเทียบกับ 4G การมาของเทคโนโลยี 5G ไม่เพียงมีผลต่อผู้คนและสังคมโดยทั่วไป แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาและการเติบโตของทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ยานยนต์ การขนส่ง สิ่งก่อสร้าง พลังงาน การเงิน สุขภาพ อุตสาหกรรมการผลิต ความบันเทิง ความมั่นคงปลอดภัย ฯลฯ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีไร้สาย 5G จะเข้ามาพลิกประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจระดับโลกที่จะเป็นตัวเร่งให้ผู้นำและผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ ปรับตัวสู่ความเป็นดิจิทัล เพื่อก้าวให้ทันในทศวรรษ และอยู่รอดในวิกฤตเช่นนี้
วรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด ได้กล่าวว่า ธุรกิจที่ดูเหมือนจะไปได้ดีที่สุดในช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่น ธุรกิจลอจิสติกส์ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาการจัดการการขนส่งที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ การใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ จึงมีบทบาทสำคัญในการอยู่รอดมิใช่น้อย ทั้งในด้านการเชื่อมต่อพัสดุ โกดังสินค้า บุคลากร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ IoT ต่างๆ เข้าด้วยกัน ในด้านการขนส่ง เช่น การควบคุมรถจากระยะไกลแบบไร้คนขับโดยข้อมูลต่างๆ จะถูกส่งผ่าน 5G กลับมาที่ผู้ควบคุมรถได้ทันที การใช้ระบบป้องกันความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยกล้อง Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) คือการนำภาพวิดีโอมาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบพฤติกรรมเสี่ยงทั้งจากผู้ขับขี่และสภาพแวดล้อมภายนอก และการใช้เทคโน โลยีการสื่อสารระหว่างรถยนต์กับรถยนต์ที่เรียกว่า Vehicle-to-Vehicle (V2V) ซึ่ง 5G จะช่วยรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง มีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีความเสถียรของระบบสูง ทำให้รถยนต์ 2 คันสามารถสื่อ สารได้ว่าอยู่ที่ตำแหน่งใด มีความเร็วเท่าไร มุ่งไปในทิศทางใด จากนั้นรถยนต์คันอื่นที่อยู่ในบริเวณเดียวกันสามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้จากเซ็นเซอร์เพื่อรับรู้ตำแหน่งของรถร่วมถนน และแจ้งเตือนผู้ขับขี่ล่วงหน้าหากมีแนวโน้มว่ารถจะชนกัน จึงช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรในเส้นทาง ช่วยให้การขนส่งมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น การระบุตัวตนพนักงาน การประสานงานยานพาหนะ-ถนน การตรวจสอบตู้สินค้า คลังสินค้าดิจิทัล และการขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยการใช้หุ่นยนต์และโดรน