ที่น่าสนใจก็คือ ภวัต ได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงจุดอ่อน จุดเเข็งของสื่อแต่ละประเภทไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มต้นจาก สื่อโทรทัศน์ (Broadcast TV) ที่ได้รับผลโดยตรงจากมาตรการ “Social Distancing” และ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ทำให้คนหันกลับ มาดู Broadcast TV มากขึ้น โดยเฉพาะประเภทรายการข่าว เล่าข่าว ที่มีคนดูมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Average News Program Rating +20%) เพราะคนให้ความสนใจและติดตามสถานการณ์ Covid-19 จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ “Social News (Fake) to Trusted News”
อย่างไรก็ตาม MI คาดการณ์ว่าหลังวิกฤต Covid-19 ผ่านพ้น หนึ่งใน The Next Normal ของคนไทยคืออยู่บ้านมากขึ้น มีกิจกรรมที่บ้านมากขึ้น (อย่างน้อยก็มากกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต Covid-19) ซึ่งเป็นโอกาสที่ คนดู Broadcast TV ก็ยังมี โอกาสสูงว่าค่าเฉลี่ยเดิมในช่วง 1 ปีที่ผ่านก่อนเกิดวิกฤต ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือก็ต้องขึ้นอยู่กับการปรับตัวและการพัฒนาคอนเทนต์และกลยุทธ์ของ Broadcast TV ในการดึง ผู้ชมกลับมาจากสื่อออนไลน์
หรือแม้แต่ปัจจัยบวกอย่าง Smart TV มีราคาถูกลงอย่างมาก ขนาดจอใหญ่กว่า ใช้งานสะดวกกว่า รับชมพร้อมกันหลายๆ คน “From Private Screen to Shared Screen” และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเหมือนสื่อออนไลน์หรือสมาร์ทโฟน (Internet Expense, Subscription Fee)
สัดส่วนตัวเลขเม็ดเงินโฆษณากลุ่ม TV 40,000-50,000 ล้านต่อปี ที่ประเมินโดย MI เปรียบเทียบกับจำนวนช่องทีวีดิจิทัล15 ช่อง ในปัจจุบัน ยังถือว่ามีจำนวนช่องมากเกินไป เป็นผลทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เกือบทุกรายประสบภาวะขาดทุน สะสมต่อเนื่องกว่า 6 ปี และไม่สามารถมีเงินทุนเพียงพอในการผลิตและซื้อคอนเทนต์ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดผู้ชมให้กลับมา รับชม Broadcast TV เหมือนยุคทีวีอะนาล็อกในอดีต ซึ่ง MI มองว่าหากประเมินจากเม็ดโฆษณาและภูมิทัศน์สื่อของไทย ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จำนวนช่องทีวีดิจิทัล ควรมีเพียง 5-6 ช่อง น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมสุด แต่คงต้องอาศัยกฏหมายพิเศษเพื่อเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตัลคืนใบอนุญาต ซึ่งทาง MI คาดว่า หากเป็นเช่นนั้นได้จริง น่าจะมีอย่างน้อยอีก 4-5 ช่องที่จะขอคืน ใบอนุญาต
รวมถึงจุดอ่อนที่กำลังทำลายเสน่ห์ของทีวี เช่น รายการรีรัน: รีรันถี่เกินไป, นำกลับมารีรันเร็วเกินไป -โฮมช้อปปิ้ง: นำเสนอถี่ เกินไป, ระยะเวลานานเกินไป (ระยะเวลานำเสนอบางสินค้านานกว่า 10-20 นาที), แทรกในช่วงโฆษณาของรายการปกติ, แทรกอยู่ในเนื้อรายการแบบไม่เนียน หรือคอนเทนต์ที่จำเจ/ไม่แตกต่าง: รายการแข่งขันต่างๆ (ประกวดร้องเพลง, ทำอาหาร) เป็นต้น
สื่อนอกบ้าน Out of Home (OOH) ที่แม้จะเป็นสื่อที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและโดยตรงจากมาตรการ “Social Distancing” และ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แต่ลักษณะเฉพาะตัวของสื่อประเภทนี้ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และทิศทาง ที่เพิ่มขึ้นของวิถีคนเมือง (Urban Living) ภวัต ประเมินว่าสื่อ OOH จะฟื้นกลับมามีบทบาทในการทำหน้าที่สร้างการรับรู้และ IMPACT ต่อกลุ่มเป้าหมายได้เช่นเคย หากสถานการณ์ Covid-19 ดีขึ้นตามลำดับ และมาตรการต่างๆ ที่จะทยอยผ่อนปรน ไปในที่สุด
หลังวิกฤต Covid-19 เริ่มคลี่คลาย โจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการสื่อ OOH คือจะทำอย่างไรให้เสน่ห์ของสื่อนี้มีมากขึ้น เสน่ห์ใน ที่นี้รวมถึงการทำหน้าที่สร้างการรับรู้ได้ดี และมี IMPACT ตรงกลุ่มเป้าหมายชัดเจนมากยิ่งขึ้นในค่าใช้จ่าย (Media Cost) ที่ เหมาะสม และที่สำคัญอีกอย่างที่ผู้ประกอบการสื่อ OOH ได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อ OOH โดย การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อ LEAD ชักจูงกลุ่มเป้าหมายให้เกิดโอกาสการซื้อมากที่สุด หรือที่เราพอได้ยินกันบ้าง คือ O2O (Offline to Online), O2T (Offline to Transaction)
แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องระวังแม้เม็ดเงินโฆษณาของสื่อ OOH เป็นเพียงสื่อเดียว ยกเว้นสื่อออนไลน์ ที่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการ เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่จากวิกฤต Covid-19 ในครั้งนี้ สื่อ OOH คงติดลบไม่ต่ำกว่า -30% ในปีนี้
สำหรับสื่อโรงภาพยนต์ซึ่งถือได้ว่าเป็นสื่อ OOH ประเภทหนึ่ง ทาง MI คาดการณ์ว่าปีนี้จะติดลบหนักกว่า -40% จากผลของ การปิดโรงหนังตามมาตรการ Social Distancing และถึงแม้หากมีการผ่อนปรนมาตรการในเร็ววันนี้ การขายตั๋วที่นั่ง ที่ยังคง ต้องคำนึงถึงการเว้นระยะห่าง รวมถึงความน่าสนใจของภาพยนตร์ที่เข้าฉายและตาราง รวมถึงภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ต่างๆ มีผลอย่างมากต่อปริมาณผู้ใช้บริการในปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัวลงไม่ต่ำกว่า -30%