บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWD ตอกย้ำการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แม้มีปัจจัยลบจาก COVID-19 ทำรายได้รวมไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 966.1 ล้านบาท เติบโต 7.7% และกำไรสุทธิ 93.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากธุรกิจหลายส่วนที่ยังขยายตัวได้ดีและการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ชี้ COVID-19 เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาบริการรองรับความต้องการในธุรกิจอี-คอมเมิร์ชที่เติบโตอย่างรวดเร็ว วางแผนขยายธุรกิจกลุ่ม B2C ที่เป็นลูกค้ารายย่อย จากเดิมที่เน้นกลุ่ม B2B ที่เป็นลูกค้าภาคธุรกิจ
ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้เชี่ยวชาญด้านลอจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 ว่า ยังสามารถสร้างการเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าการดำเนินธุรกิจลอจิสติกส์บางส่วนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 966.1 ล้านบาท เติบโต 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 896.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 93.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 89.2 ล้านบาท
“ธุรกิจของ JWD ในไตรมาสแรกที่ผ่านมายังไม่ได้รับผลกระทบมากนักและไม่หนักเท่ากับบางอุตสาหกรรม เป็นการตอกย้ำว่าบริษัทฯ เดินมาถูกทางที่จับเซ็กเม้นต์ตลาดที่ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งยังขยายธุรกิจครอบคลุมไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น กัมพูชา เวียดนาม ฯลฯ โดยรายได้จากหลายธุรกิจยังขยายตัวได้ดี ประกอบกับได้มุ่งเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร (SG&A) โดยลดค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้กว่า 20 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” ดร.เอกพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ รายได้และกำไรในไตรมาส 1/2563 ที่เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยมาจากธุรกิจคลังสินค้าทั่วไปมีรายได้ 104.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ลูกค้าใช้ระยะเวลาจัดเก็บสินค้าในคลังนานขึ้น ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นมีรายได้ 188.4 ล้านบาท เติบโต 20.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าที่รับจัดเก็บให้แก่ลูกค้ารายเดิมและขยายกลุ่มลูกค้ารายใหม่ ส่งผลให้มีอัตราการใช้พื้นที่เฉลี่ยสูงถึง 80%
ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์มีรายได้รวม 124.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้งานจากลูกค้ารายใหม่ อย่างไรก็ตามปริมาณงานในเดือนเมษายนที่ผ่านมาชะลอตัวตามภาพรวมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบทั่วโลก แต่คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นหากสถานการณ์ COVID-19 ในหลายประเทศเริ่มคลี่คลาย ขณะที่ธุรกิจ Self-Storage หรือห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่ามีรายได้ 5.7 ล้านบาท เติบโตกว่า 120% จากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ยังได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนการลงทุนจากธุรกิจในต่างประเทศจำนวน 25.1 ล้านบาท