ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ“ไปรษณีย์ไทย” พี่ใหญ่แห่งวงการธุรกิจ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 140 ปี ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ จากการเข้ามาของคู่แข่งที่หลากหลาย ไปรษณีย์ไทยจึงต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อรักษาตำแหน่งและหาทางให้มีชีวิตรอดในตลาดที่ถูกดิสรัปอย่างต่อเนื่องนี้
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่เข้มข้นในวงการโลจิสติกส์ ไปรษณีย์ไทยได้ทำการปรับตัวครั้งใหญ่ในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ การขยายบริการเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง และการพัฒนาระบบภายในองค์กรให้ทันสมัย เป็นต้น
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ ไปรษณีย์ไทย ครบรอบ 141 ปี พร้อมมุ่งสู่แผนงานสร้างการเติบโตด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ได้ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การเป็นองค์กรที่พร้อมส่งมอบการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ Delivering Sustainable Growth through Postal Network โดยได้วางกรอบการดำเนินงานที่จะเป็นผู้ให้บริการขนส่งและสื่อสารที่ขับเคลื่อนระบบงานต่างๆ ด้วยหลัก ESG+E คือ Environment, Social, Governance และ Economy ผ่านแผนงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

Environment ด้านสิ่งแวดล้อม
ไปรษณีย์ไทย เตรียมก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ ไปรษณีย์ไทย ได้ประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการวางกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2573 และตั้งเป้าลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจนเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593
โดยมีแผนงานคือการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบงานไปรษณีย์ แทนการใช้ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิม โดยเริ่มดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ไปรษณีย์ไทยได้วางแผนปรับเปลี่ยนยานยนต์ที่ใช้ในระบบงานเป็นยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 85% ภายในปี พ.ศ. 2573 และปรับเปลี่ยนยานยนต์ทั้งหมดให้เป็นไฟฟ้า 100% ภายในปี พ.ศ. 2583 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก แต่ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวอีกด้วย
ไปรษณีย์ไทยส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนผ่านโครงการรักษ์โลก
ในยุคที่ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ไปรษณีย์ไทยได้แสดงบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการทำโครงการต่างๆ ดังนี้
Green Hub เส้นทาง...ความร่วมมือ รักษ์โลกไปรฯด้วยกัน
ความร่วมมือระหว่างไปรษณีย์ไทยและ AIS ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ผ่านการรับคืนและรีไซเคิลขยะเหล่านี้ ที่ไม่เพียงแค่ช่วยลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษ์โลกด้วยกัน
โครงการ reBox และ reBAG เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำกล่องและถุงพลาสติกที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ไปรษณีย์ไทยได้เปิดช่องทางให้ประชาชนนำกล่องและถุงพลาสติกที่ใช้แล้วส่งกลับเข้ามาที่ไปรษณีย์ โดยไปรษณีย์จะนำของสิ่งเหล่านี้มาเปลี่ยนเป็นถุงพลาสติกของไปรษณีย์ใหม่ ซึ่งเป็นการลดปริมาณขยะพลาสติกในสังคม และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการเทิร์นสุข เป็นการนำขยะพลาสติกและวัสดุอื่นๆ มาเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังมีโครงการบริจาคอะลูมิเนียม เพื่อจัดทำขาเทียมพระราชทาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับสังคมและช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์
จากโครงการต่างๆ ส่งผลให้มีการรวบรวมกล่องและซองเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมากกว่า 600 ตัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึงปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะลดปริมาณขยะแล้ว ยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 3,500 ตันคาร์บอนหรือเทียบเท่า

Social ความยั่งยืนด้านสังคม
ไปรษณีย์ไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่หน่วยงานที่ให้บริการจัดส่งสิ่งของ แต่ยังเป็นเครือข่ายสำคัญที่ส่งเสริมความยั่งยืนในสังคม โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพและพัฒนาชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนขั้นพื้นฐาน พัฒนาศักยภาพบุคลากร และการกระจายผลผลิตทางการเกษตร ผ่านโครงการ “ไปรษณีย์เชื่อมสุข” ที่มุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังชุมชนที่สำคัญเพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ รวมถึงขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า ให้กลุ่มเกษตร กลุ่ม SMEs และกลุ่มเปราะบางทางสังคมผ่านแพลตฟอร์ม ThailandPostMart โดยที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางไปรษณีย์ไทยทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์มากกว่า 600 ล้านบาท/ปี
ตลอดระยะเวลา 3 ปี ได้สนับสนุนเกษตรกรไทย ในการขนส่งผลไม้และพืชผลทางการเกษตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง รวมกว่า 100,000 ตัน ครึ่งปีแรกของปี 2567 นี้มีปริมาณการฝากส่งผลไม้ไทยยอดนิยมผ่านบริการ EMS ส่งด่วนทั่วไทย กว่า 18 ล้านกิโลกรัม
ไม่เพียงเท่านั้น ไปรษณีย์ไทยยังมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กรด้วย การอบรมและพัฒนาทักษะ Soft skills ให้กับบุรุษไปรษณีย์ ยกระดับให้เป็น "post gentleman" ที่มีความรู้และความสามารถในการบริการที่ครบวงจร ซึ่งมีพี่ไปรฯ มากกว่า 95% ผ่านการอบรมทักษะนี้แล้ว ทำให้ไปรษณีย์ไทยสามารถปรับตัวและพัฒนางานได้อย่างต่อเนื่อง

Governance ด้านการกำกับดูแลกิจการ
ในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและน่าเชื่อถือ ไปรษณีย์ไทยไม่เพียงแต่ยกระดับการจัดการห่วงโซ่คุณค่า แต่ยังมุ่งมั่นในการกำกับดูแลข้อมูลให้มีความปลอดภัยและโปร่งใส ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงในองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำให้ 9 ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001:2013 สำหรับการบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล และพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 27001:2022 ภายในปี 2567
ได้รับการจัดอันดับให้เป็นระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุตจริตระดับดีเยี่ยม จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุตจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ไปรษณีย์ไทยได้รับผลการประเมินคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใส 91.70 คะแนนซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ
จากการดำเนินงาน ESG ที่ทำมาต่อเนื่อง สะท้อนกลับมาให้เห็นถึงการเติบโตและความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ Economy อย่างชัดเจนในหลายด้าน ดังนี้
1. Environment สิ่งแวดล้อม
- ลดค่าน้ำมัน ลงได้ 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ลดค่าใช้จ่ายขนส่งถุง จากการยุบเลิก HUB ในนครหลวง ลงได้ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปรับระบบภายใน จาก Physical ให้เป็น Digital มากกว่า 400 ตันคาร์บอนเทียบเท่า
2. Social สังคม
- รายได้ขายสินค้า สนับสนุนชุมชน/สังคม 600 ล้านบาทต่อปี
- ส่งเสริมรายได้พี่ไปรฯ เพิ่มขึ้นจากธุรกิจใหม่ มากกว่า 2.2 ล้านบาทในปีที่แล้ว
- ส่งเสริมการจ้างงานผ่านไปรษณีย์อนุญาตในชุมชน 741 ล้านบาทต่อปี
3. Governance การกำกับดูแลกิจการ
บริหารจัดการข้อมูล ระบบ CRM อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกค้ากลับมาใช้บริการมากกว่า 1 ล้านรายตั้งแต่ปี 2565 คิดเป็นรายได้มากกว่า 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำให้ผู้บริโภคคาดหวังความสะดวก รวดเร็ว และความน่าเชื่อถือในการจัดส่งสินค้า ในบริบทนี้เอง ไปรษณีย์ไทยกลายเป็นผู้เล่นหลักที่ไม่เพียงแค่ตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งพัสดุเท่านั้น แต่ยังมอบ "ความสุข" และความพึงพอใจให้กับคนไทยทั่วประเทศ
ดร.ดนันท์ กล่าวว่า “ไปรษณีย์ไทยบริหารคนในองค์กรกว่า 35,000 คน ที่จะต้องบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า วิธีการที่ดีที่สุดของการบริหารให้ประสบความสำเร็จ คือทำอย่างไรให้คนของเราอยู่ใกล้ลูกค้าได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น 141 ปีของไปรษณีย์ไทยไม่ได้เกิดจากการส่งต่อแบบรุ่นสู่รุ่น โดยยึดหลักการทำงานแบบเดิมๆ แต่เป็นการส่งต่อแบบที่ต้องคิดต่อว่าจะพัฒนาสินค้าและบริการอย่างไรให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น”
หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของไปรษณีย์คือการมีเครือข่ายด้านจุดให้บริการที่มีถึง 50,000 แห่งทั่วประเทศ มีบุรุษไปรษณีย์ที่เข้าใจในทุกพื้นที่ สามารถเข้าถึงทุกมุมของประเทศได้ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ไปรษณีย์ทรานฟอร์มก้าวสู่การเป็น Information Logistics โดยมี 4 บริการหลัก ดังนี้
บริการ Prompt Post บริหารจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร
การส่งจดหมายผ่านตู้กล่องแดงเป็นวิธีการหลักที่ผู้คนใช้ในการส่งข้อความและเอกสารสำคัญ แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้ไปรษณีย์ได้ตอบสนองความต้องการในยุคดิจิทัล จากการใช้กระดาษไปสู่ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยบริการ Prompt Post ซึ่งนำเสนอการบริหารจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร เปลี่ยนจาก Human Touch สู่ Digital Touch
บริการ Prompt Post ไม่เพียงแต่มีระบบการรับรองและการลงลายมือชื่อดิจิทัล แต่ยังมีบริการ Digital Postbox ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดเก็บเอกสารสำคัญได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย สามารถเข้าถึงเอกสารสำคัญจากอุปกรณ์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา ลดเวลาที่ใช้ในการจัดส่งและลดความเสี่ยงในการสูญหายของเอกสาร
บริการ Prompt Pass การจัดเก็บเอกสารสำคัญส่วนบุคคล
เป็นบริการที่ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารสำคัญส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่ายและสะดวก การส่งข้อมูลระหว่างประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการเอกสารสำคัญ

บริการ D/ID (Digital Post ID)
ต่อยอดมาจากการใช้รหัสไปรษณีย์ 5 หลัก ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานการส่งไปรษณีย์ที่ไทยใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 มาแปลงเป็นพิกัดที่ตั้งบนพื้นผิวโลกในประเทศไทย มีหลักการทำงานเดียวกันกับระบบ GPS ที่จะบอกข้อมูลที่อยู่ได้ โดยคนส่งไม่ต้องเขียนจ่าหน้า ใช้เป็นฉลาก QR Code แปะ ซึ่งจะใช้เป็นตัวเลขผสมตัวอักษรภาษาอังกฤษ 6 ตัว สามารถคลอบคลุมได้กว่าพันล้านผู้ใช้งาน สิ่งที่น่าสนใจของ D/ID คือ เมื่อไม่ต้องจ่าหน้าเป็นข้อมูลชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร เหล่านี้จะทำให้ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ ป้องกันการโจรกรรมข้อมูล มั่นใจในการสั่งซื้อสินค้า e-Commerce ได้มากขึ้นอีกด้วย
บริการ Postman Cloud เปลี่ยนจุดแข็ง เป็นจุดขาย
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าจุดแข็งที่สำคัญของไปรษณีย์คือการมีเครือข่าย มีบุรุษไปรษณีย์ที่เข้าใจในทุกพื้นที่ ทำให้ไปรษณีย์ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของบุรุษไปรษณีย์ที่มีกว่า 25,000 คนทั่วประเทศ ให้บริการในรูปแบบ Postman as a Service เช่น Survey บริการเก็บข้อมูลและสำรวจทรัพย์ Express บริการ รับ-ส่ง สิ่งของ แบบ Point to Point ตามความต้องการของลูกค้า/พันธมิตร Matching บริการเชื่อมโยง Demand และ Supply เป็นต้น
ดร.ดนันท์ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างมั่นใจว่า “ทั้งหมดที่เราได้ดำเนินการมาทั้งหมดในปีที่ 141 แต่สิ่งเดียวที่เราไม่มีวันเปลี่ยน คือเรายืนอยู่เคียงข้างคนไทย ด้วยการเป็นเพื่อนแท้ร่วมทาง พร้อมส่งมอบการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ เราพร้อมที่จะส่งทุกความสัมพันธ์ สู่ทุกความสำเร็จให้กับคนไทยทุกคน”
นอกจากธุรกิจใหม่ที่ไปรษณีย์พร้อมเดินหน้าแล้ว กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลัก ยังเน้นการรักษากลุ่มลูกค้าเดิมและมองหาลูกค้าใหม่ รวมทั้งการเข้าไปเป็นผู้ขนส่งให้กับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น แพลตฟอร์ม Tiktok Shopee และ Lazada โดยบริการที่มีการเติบโตโดดเด่นสุดคือ บริการส่งด่วน EMS ในประเทศ ที่มีปริมาณสิ่งของฝากส่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 12.92% จากแรงบวกของการค้าออนไลน์ ค้าปลีก และความน่าเชื่อถือของบริการที่รวดเร็ว ปลอดภัย ตอบสนองรูปแบบการส่งได้หลากหลายประเภท และยังเติบโตในด้านเครือข่ายจุดให้บริการที่มีถึง 50,000 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของภาคเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ