พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เพื่อรับฟังสถานการณ์ และข้อเสนอแนะจากกรรมการสมาคมฯ ซึ่งธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้าเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจสำคัญที่ได้รับผลกระทบ และมีแรงงานในภาคธุรกิจค้าปลีกและแรงงานที่เกี่ยวเนื่องเป็นจำนวนมาก โดยมีคุณคมสัน ขวัญใจธัญญา รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และผู้บริหารระดับสูงจากห้างค้าปลีกและศูนย์การค้าชั้นนำของไทยเข้าร่วมประชุมหารือ อาทิ
คุณญนน์ โภคทรัพย์ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช คุณคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล คุณวิภาดา ดวงรัตน์ คุณพิทยา เจียรวิสิฐกุล คุณสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย โดยมอบหมายให้ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย นำเสนอนโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศของสมาชิกสมาคมและภาคีเครือข่ายค้าปลีกต่างจังหวัด ปัญหาและข้อเสนอแนะแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในอีก 8-24 เดือน เพื่อให้ประเทศชาติฟื้นคืนสู่ภาวะปกติและก้าวสู่การเติบโตตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี
นโยบายของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ตลอดมา มุ่งเน้นพัฒนา SME พัฒนามาตรฐานบุคคลากรวิชาชีพ
1.พัฒนาวิสาหกิจ SME ส่งเสริมและยกระดับการประกอบวิสาหกิจการค้าปลีกและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมุ่งเน้นในส่วนของ SME วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม
2.พัฒนามาตรฐานบุคลากรค้าปลีก ผนึกกำลังภาคค้าปลีกร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จัดทำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพเบื้องต้น 7 อาชีพ เพื่อพัฒนามาตรฐานบุคลากรค้าปลีกและสมาคมฯ โดยได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ
3.พัฒนามาตรฐานครูสถานศึกษา นักศึกษา ผ่านกลไกคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชนเพื่อพัฒนาอาชีวะศึกษา (กรอ.อศ) พัฒนาครูสถานการศึกษา นักศึกษา และ หลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่ Thailand 4.0
4.พัฒนา “ดัชนีค้าปลีก” ประสานความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนา “ดัชนีค้าปลีก” โดยให้มีการรายงานเป็นรายเดือน เพื่อเป็นเครื่องชี้วัดการบริโภคค้าปลีกภายในประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ภาครัฐในการกำหนดทิศทาง และนโยบายการบริโภคภายในประเทศได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และเป็นปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะสามารถประกาศเป็นดัชนีสำคัญเพิ่มอีกหนึ่งดัชนี ภายในไตรมาสสี่ ของปี 2563
การคาดการณ์การฟื้นตัวธุรกิจค้าปลีก
ตัวเลขดัชนีค้าปลีก ที่ออกมาในไตรมาสที่ 1 นี้ จะไม่ใช่ตัวเลขที่ต่ำที่สุด แต่จะอยู่ในไตรมาสที่ 2โดยรวมในไตรมาสหนึ่งลดลงกว่าร้อยละ 3-7 และในไตรมาสสองจะเห็นการเติบโตติดลบมากถึงร้อยละ 20 – 50 ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกในย่านเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ รวมถึงร้านค้าปลีกแฟชั่น เครื่องหนัง เครื่องสำอาง ได้รับผลกระทบมากที่สุด จนเมื่อมาตรการผ่อนคลายความเข้มข้น ธุรกิจค้าปลีก คาดว่าจะเริ่มทรงตัว แต่การเติบโตก็ยังไม่เหมือนเดิม คาดว่ายังคงติดลบมากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสสามของปีที่แล้ว สมาคมฯคาดว่า ธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้า จะพลิกฟื้นกลับมาจุดเดิมคงต้องใช้เวลา 8-24 เดือน หลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมากหรือน้อย
นโยบายสมาคมฯ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤต COVID - 19
1. การจ้างงาน วิกฤติครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ที่มากสุดก็คือ ภาคบริการ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สมาชิกสมาคมฯ และศูนย์การค้า รวมถึงเครือข่ายภาคีค้าปลีกต่างจังหวัด มีมติให้คงการจ้างงานที่มีอยู่ 1.1 ล้านคน และจะไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด
2. การสร้างงาน สมาชิกสมาคมฯ ที่ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้ากว่า 100 ศูนย์การค้า รวมทั้งพื้นที่การค้าใน Hypermarket อีกกว่า 350 สาขา จะจัดสรรพื้นที่ให้กลุ่มอาชีพอิสระและแรงงานพาร์ทไทม์ มาจำหน่ายสินค้า โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งสมาคมฯ เชื่อว่าจะสามารถสร้างงานเพิ่มขึ้นอีก 120,000 อัตรา
3. เพิ่มรายได้ ธุรกิจค้าปลีกมีการซื้อสินค้าจากกลุ่มกลุ่มเกษตรกรโดยตรงปีละ 1.8 หมื่นล้านต่อปี สมาชิกของสมาคมฯ จะเพิ่มการซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านบาทต่อปี
4. ลดภาระค่าครองชีพ สมาชิกสมาคมฯ และเครือข่ายค้าปลีกต่างจังหวัดกว่า 57 แห่ง มีความเห็นร่วมกันที่จะตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนกว่า 50,000 รายการ ตลอดปี
ผลกระทบของ COVID – 19 ของภาคธุรกิจค้าปลีก
ผลกระทบของ COVID – 19 ต่อเศรษฐกิจโลกแตกต่างกว่าวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ วิกฤต COVID – 19 เป็นการหยุดชะงักอย่างฉับพลัน (sudden stop) ของเศรษฐกิจทั่วโลก จากปัญหาโรคระบาดที่ทำให้เกิดช๊อคต่อเศรษฐกิจทั้งด้านอุปทานผ่านการเจ็บป่วยของผู้คนและมาตรการควบคุมโรค เช่น การปิดเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิต ขนส่ง และจำหน่ายสินค้า และด้านอุปสงค์ผ่านรายได้
ที่ลดลง ความหวาดกลัวต่อการติดโรค และความเชื่อมั่นที่ลดลงกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจค้าปลีกที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการ Lock Down ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า สถานที่บันเทิงพักผ่อนคลายร้อน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ที่ชัดเจน
1. ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจบริการหยุดชะงัก ส่งผลขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
2. ผู้ประกอบ SME และเกษตรกรกว่า 400,000 ราย ซึ่งเป็นห่วงโซ่ขาดรายได้ ส่งผลกระทบต่อหนี้ทางธุรกิจ ธุรกิจจะฟื้นคืนกลับมาสู่จุดเดิมต้องใช้เวลา 8-24 เดือน
3. ภาวะการว่างงานและการจ้างงานไม่เต็มอัตราเป็นจำนวนมากซึ่งคาดว่าจะมีกว่า 3-5 ล้านคน
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในระยะสั้น
1.การอนุมัติ Soft Loan ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก เพิ่มสภาพคล่องแก่วิสาหกิจ SME และ เกษตรกร ด้วยการอนุมัติ Soft loan ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหม่ของหลายคน แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้และตรงเป้าที่สุด ธุรกิจค้าปลีกเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อมต่อผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เกษตรกร สู่ผู้บริโภค การพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการกว่า 400,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์มกลุ่มธุรกิจค้าปลีก การพิจารณา Soft Loan ให้กับผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก จะเป็นช่องทางที่จะถึงมือผู้ประกอบการโดยตรงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2.ช่วยเหลือค่าครองชีพแก่แรงงานภาคค้าปลีกและบริการ
-ผ่านระบบประกันสังคม โดยเสนอให้ขยายมาตรการเยียวยาในระบบประกันสังคมให้ยังได้รับความช่วยเหลือตามสิทธิประกันสังคมต่อไปอีกจนถึงสิ้นปี พ.ศ.2563
- ผ่อนผันให้มีการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อแรงงานมีความยืดหยุ่นในการเพิ่มรายได้
3.กระตุ้นแคมเปญการจับจ่ายและการบริโภค
- เสนอให้นำโครงการ “ช้อป ช่วย ชาติ” กลับมาสามารถช้อปได้ทุกสินค้า โดยมีวงเงิน 5 หมื่นบาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงธันวาคม
- ผลักดันโครงการ “ไทยเที่ยวไทย ไทยช้อปไทย” เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
4.มาตรการช่วยลดต้นทุน และเสริมสภาพคล่องธุรกิจค้าปลีก
4.1 พิจารณาเลื่อนการจ่ายภาษีนิติบุคคลในงวดครึ่งปีหลังของปี 2562
4.2 พิจารณาลดภาษีนิติบุคคลจากอัตราร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 เป็นเวลา 3 ปี
4.3 พิจารณายกเว้นภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ประจำปี 2563 - 2564
4.4 พิจารณาให้นำงบการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการยกระดับสาธารณสุขเพื่อให้อาคารสถานที่ปลอดจากเชื้อไวรัส COVID - 19 มาเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 3 เท่า
4.5 พิจารณาปรับลดเงินสมทบประกันสังคมในส่วนนายจ้างจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 1 ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนธันวาคม 2563
4.6 พิจารณาลดอัตราค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ลงอย่างน้อยร้อยละ 15 จากอัตราปกติเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี
4.7 พิจารณาให้นำงบการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการลงทุนเพื่อสร้าง Digital Infrastructure เพื่อสร้าง Ecosystem สู่การ Work from Home และe-commerce ตามนโยบาย Thailand 4.0 มาเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 3 เท่า
ท้ายที่สุด พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอขอบคุณสมาชิกสมาคมฯ ศูนย์การค้า และภาคีเครือข่ายค้าปลีกต่างจังหวัดทุกท่าน ที่ได้พยายามดูแลแรงงานของประเทศ รวมถึงการควบคุมราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชน อีกทั้งสมาชิกสมาคมฯ มองเห็นปัญหา สนับสนุนการช่วยเหลือครบทั้งห่วงโซ่ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นไปในทิศทางการขับเคลื่อนมาตรการของรัฐ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าแรงสนับสนุนจากผู้ค้าปลีกและศูนย์การค้า จะเป็นอีกหนึ่งแรงกำลังสำคัญภาคส่วนของสังคม ช่วยกันนำพาประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราให้ผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ผมขอชื่นชม และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเดินหน้าทำโครงการหรือกิจกรรมช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป ให้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์อันดีงามของท่านสมาชิกฯ ขอบคุณครับ