ตลาดร้านขายยาครึ่งปีแรกวูบกว่า 8 พันล้านบาทอันเป็นผลจากพิษการระบาดของโควิด-19! อรินแคร์ชูธงนวัตกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ร้านขายยา ขานรับเทรนด์เทเลฟาร์มาซีสำหรับร้านขายยาชุมชน
อรินแคร์ร่วมกับไทยสมุทรประกันชีวิต และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จัดงานสัมนาออนไลน์ในประเด็น “The Day After Tomorrow - ตลาดร้านยาไทยในครึ่งปีหลัง 2563” โดยภายในงานได้มีแขกรับเชิญผู้ประกอบการร้านขายยาศิริเวช และทางอรินแคร์ยังได้มีการเปิดผลงานวิจัยตลาดร้านยาไทยในครึ่งปีแรกของปี 2563 อีกด้วย
ผลการสำรวจของอรินแคร์เน้นย้ำถึงผลกระทบของโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมร้านขายยา ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีนั้นยอดขายลดลงทำให้เม็ดเงินหายไปจากตลาดมากกว่า 8 พันล้านบาท ลดลงโดยเฉลี่ย 45% จากที่คาดการณ์เติบโตครึ่งปีแรกของปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มร้านขายยาที่กระทบหนักในพื้นที่ที่เศรษฐกิจนั้นพึ่งพาการท่องเที่ยวและการค้าขายกับต่างชาติ เช่นพื้นที่ชายแดนเป็นหลัก
ในขณะเดียวกันตลาดร้านยาและสินค้าสุขภาพนั้นยังถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ มาก ดังที่เราได้เห็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่หายไปถึง 100% หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก
นอกเหนือจากการเร่งปรับตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 เรื่องของการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล หรือเทเลฟาร์มาซี telepharmacy นั้นก็เป็นอีกเทรนด์ที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อสภาเภสัชกรรมได้มีการนำเสนอมาตรฐานและขั้นตอนการให้บริการเทเลฟาร์มาซี เมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2563 ผ่านมาหลังจากได้มีการนำเสนอประกาศสภาเภสัชกรรม เรื่องการกำหนดมาตรฐานและขั้นตอนการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล เพื่อเป็นแนวทางแก่เภสัชกรและพร้อมเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากเภสัชกรทั่วประเทศ ซึ่งการประกาศมาตรฐานนี้เป็นโครงการที่ต่อเนื่องจากโครงการรับยาใกล้บ้าน ที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีการนำมาเริ่มต้นใช้ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมในปีที่แล้ว อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่สอดรับกับการระบาดของโรคโควิด-19 อันมีผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้ารับบริการด้านเภสัชกรรมจากโรงพยาบาลและร้านขายยาได้สะดวก
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคาดว่าเทเลฟาร์มาซีจะมาช่วยตอบโจทย์ระบบสาธารณสุขในยุค New Normal เพื่อให้บริการด้านยากับประชาชนได้ทั่วถึงมากขึ้น รวมถึงเป็นการรับลูกต่อจากเทรนด์การแพทย์ทางไกลหรือ เทเลเมดิซีน ซึ่งได้มีการเริ่มนำเข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อ และยังเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการด้านเภสัชกรรมได้สะดวกมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละหน่วยงานทั้งโรงพยาบาล และร้านขายยาประสานงานกันในการดูแลคนไข้ได้ดียิ่งขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามหนึ่งในคำถามคือการนำมาตรการนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มเภสัชกรและร้านขายยาชุมชน โดยหนึ่งในความท้าทายที่เห็นได้ชัดจากโครงการรับยาใกล้บ้านคือการขาดเทคโนโลยีที่เป็นตัวช่วยเชื่อมประสานการทำงานในแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันการเข้าถึงเทคโนโลยีของร้านขายยาชุมชนยังคงเป็นปัญหา ส่งผลให้การทำงานในแต่ละโครงการยังคงเป็นการบันทึกและส่งต่อข้อมูลด้วยกรอกเอกสารบนกระดาษเป็นหลัก